ร่ ว ม สื บ ส า น ภู มิ ปั ญ ญ า          ร่ ว ม รั ก ษ า ม ร ด ก ไ ท ย

นานาประเทศล้วนนับถือ   คนที่รู้หนังสือแต่งได้ ... โคลงพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๖
...
http://www.thaipoet.org
หน้าแรก
ฉันทลักษณ์
ส่งการ์ดพร้อมเสียงเพลง
รวมพลคนรักกลอน ( webbord )
ลิงค์โคลงกลอน

สระ

          สระ  แปลว่าออกเสียงได้ตามลำพัง ในภาษาพูด หมายถึง กระแสเสียง หรือ หางเสียงที่มีทำนองสูงต่ำซึ่งเปล่งออกมาตามจังหวะนิยม ในภาษาหนังสือ หมายถึง เครื่องหมายใช้แทนเสียงที่เปล่งออกมาเอง ตามหลักของภาษาถือว่า พยัญชนะจำต้องอาศัยสระจึงจะออกเสียงได้ เพราะฉะนั้น สระในภาษาบาลี จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " นิสสัย " แปลได้ว่า เป็นที่อาศัยของพยัญชนะ ถ้าพยัญชนะไม่อาศัยสระก็ออกเสียงไม่ได้

สระ ๓๒ ตัวที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น เกิดจากรูปต่าง ๆ ที่ไม่ซ้ำกัน ๒๑ รูปคือ
วิสรรชนีย์ หรือ นมนางทั้งคู่ ใช้แทน สระอะ เมื่ออยุ่หลังพยัญชนะเช่น จะ ชะ นะ และใช้ประสมกับสระรูปอื่นเพื่อให้เป็นสระรูปใหม่ เช่น สระเอะ สระแอะ สระโอะ สระเอาะ สระเออะ สระเอียะ สระเอือะ สระอัวะ
หันอากาศ , ไม้ผัด , หรือ หางกังหัน ใช้ผัดข้างบนหรือเขียนไว้ข้างบนพยัญชนะเพื่อใช้แทนสระอะ ในเมื่อมีตัวสะกด เช่น กัน เท่ากับ กะ + น , มัด เท่ากับ มะ + ด , จับ เท่ากับ จะ + บ ฯลฯ และใช้ประสมกับสระอื่นเพื่อเกิดสระรูปใหม่ เช่น สระอัวะ สระอัว
ไม้ไต่คู้ หรือ ไม้ตายคู้ ใช้เขียนไว้ข้างบนพยัญชนะที่ประสมกับรัสสระที่มีวิสรรชนีย์ เพื่อใช้แทนวิสรรชนีย์ ในเมื่อมีตัวสะกด เช่น เห็น , เป็น , เย็น , เด็ก , แข็ง , เค็ม ฯลฯ และเขียนไว้บนตัว " ก " เพื่อใช้แทนสระเอาะที่มีวรรณยุกต์โท และมีใช้อยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้นก็คือ ก็ ออกเสียง เก้าะ
ลากข้าง ใช้เป็น สระอา สำหรับใช้เขียนข้างหลังพยัญชนะ เช่น ตา , มา , หา , ยา , ทา ฯลฯ และใช้ประสมกับสระรูปอื่นเพื่อเกิดรูปสระใหม่เช่น สระเอาะ สระอำ สระเอา
พินทุ หรือ พินทุอิ ใช้เป็น สระอิ สำหรับใช้เขียนข้างบนพยัญชนะ เช่น กิตติ , นิติ , ชิชิ ฯลฯ และใช้ประสมกับสระรูปอื่น เพื่อให้เกิดสระรูปใหม่ เช่น สระอี สระอึ สระอื สระเอียะ สระเอีย สระเอือะ สระเอือ
ฝนทอง หรือ ฟันหนู หรือ มูสิกทันต์ สำหรับใช้ดังนี้
เขียนไว้ข้างบนพินทุอิ ทำให้เป็นสระอี เช่น มี , ดี , ฯลฯ ถ้าเขียนคู่กันสองอัน ทำให้เป็นสระอื เช่น ยืน , ถือ , ปืน ฯลฯ
เขียนไว้ข้างบน ฟองมัณฑ์ หมายความว่าขึ้นข้อความใหม่หรือย่อหน้าขึ้นบรรทัดใหม่
หยาดน้ำค้าง เรียกตามบาลีว่า นิคหิต ตามศัพท์โบราณแผลงว่า นฤคหิต ใช้เขียนไว้ข้างบนลากข้าง ทำให้เป็น สระอำ เขียนไว้ข้างบนพินทุอิ ทำให้เป็น สระอึ เขียนไว้ข้างบนอักษรบาลีทำหน้าที่เป็นตัว สะกด เขียนไว้ข้างบนอักษรสันสกฤต ทำหน้าที่เป็นตัว สะกด โบราณใช้เขียนไว้ข้างบนพยัญชนะใช้แทนตัว สะกดได้บ้างบางคำ
ตีนเหยียด หรือ ลากตีน ใช้เป็น สระอุ สำหรับเขียนไว้ข้างล่างตรงส่วนท้ายของพยัญชนะ เช่น กุ ปุ ตุ ฯลฯ
ตีนคู้ หรือ ลากตีน ใช้เป็น สระอู สำหรับเขียนไว้ข้างล่างตรงส่วนท้ายของพยัญชนะ เช่น กู ดู ปู ฯลฯ
๑๐
ไม้หน้า ใช้เป็น สระเอ สำหรับเขียนไว้หน้าพยัญชนะ เช่น เสเพล เกเร ฯลฯ ถ้าใช้ ๒ รูปคู่กันเป็น สระแอ เช่น แกแล แม่แคร่ ฯลฯ และใช้ประสมกับสระรูปอื่นเพื่อให้เกิดเป็นสระรูปใหม่ เช่น สระเอะ สระแอะ สระเอาะ สระเออะ สระเอียะ สระเอีย สระเอือะ สระเอือ สระเอา
๑๑
ไม้ม้วน ใช้เป็น สระใอ สำหรับเขียนไว้ข้างหน้าพยัญชนะ เช่น ใคร ใส่ ใจ ใน สะใภ้ ฯลฯ
๑๒
ไม้มลาย ใช้เป็น สระไอ สำหรับเขียนไว้ข้างหน้าพยัญชนะ เช่น ไป ไหม ไม่ได้ ฯลฯ
๑๓
ไม้โอ ใช้เป็น สระโอ สำหรับเขียนไว้ข้างหน้าพยัญชนะ เช่น โมโห โทโส ฯลฯ ใช้ประสมกับวิสรรชนีย์ทำให้เป็น สระโอะ เช่น โปะ โตะ โผละ ฯลฯ
๑๔
รึ ใช้เป็น สระ ฤ จะใช้โดด ๆ หรือประสมกับพยัญชนะก็ได้ ถ้าประสมกับพยัญชนะ ต้องเขียนไว้หลังพยัญชนะ เช่น กฤษณา ทฤษฎี ฯลฯ คำไทยใช้ " ฤ " มีพยัญชนะสะกดก็ได้ เช่น จาฤก แต่บัดนี้ไม่นิยมใช้ ใช้ตัว แทน เช่น จารึก
๑๕
รือ ใช้เป็น สระ ฤา และใช้โดด ๆ ไม่ใช้ประสมกับพยัญชนะ เช่น ไปฤา และใช้เป็นพยางค์หน้าของคำ เช่น ฤาษี , ฤาดี , ฤาสาย
๑๖
ลึ ใช้เป็น สระ ฦ มีพยัญชนะสะกดก็ได้ เช่น ฦกซึ้ง หมายถึง ลึกซึ้ง , ดงฦก หมายถึง ดงลึก ฯลฯ สระตัวนี้ บัดนี้เลิกใช้ไปแล้ว
๑๗
ลือ ใช้เป็น สระ ฦา บัดนี้เลิกใช้ไปแล้ว โบราใช้แทน " ลือ " ได้ทุกแห่ง เช่น ฦาชา , ฦาชื่อ , ฦาสาย ฯลฯ
๑๘
ตัวยอ ถ้าอยู่ตามลำพัง ใช้เป็นพยัญชนะ จะใช้เป็นสระได้ก็ต้องประสมกับสระอื่น ๆ คือประสมกับสระ สระเอ + สระอิ + ฝนทอง เป็น สระเอีย ประสมกับสระ สระเอ + สระอิ + ฝนทอง + วิสรรชนีย์ เป็น สระเอียะ
๑๙
ร หัน ( รร ) ถ้าอยู่ตามลำพัง ใช้เป็นพยัญชนะ จะเป็นสระได้ต้องอยู่หน้าตัว " ร " ซึ่งเป็นตัวสะกด เพราะตัว ร หัน ใช้แทนหันอากาสซึ่งแปลงรูปมาจากวิสรรชนีย์ เช่น สรร , กรรม , สรรพ ฯลฯ
๒๐
ตัววอ ถ้าอยู่ตามลำพัง ใช้เป็นพยัญชนะ จะเป็นสระได้ก็ต้องประสมกับสระอื่น คือ ประสมกับหันอากาศเป็น สระอัว ประสมกับหันอากาศและวิสรรชนีย์เป็น สระอัวะ
๒๑
ตัวออ ใช้เป็น สระออ สำหรับเขียนไว้หลังพยัญชนะ ถ้าประสมกับสระ สระอิ + ฝนทองคู่ เป็น สระอือ ประสมกับสระเอ เป็น สระเออ ประสมกับสระ สระเอ + วิสรรชนีย์ เป็น สระเออะ ประสมกับสระ สระเอ + สระอิ + ฝนทองคู่ เป็น สระเอือ ประสมกับสระ สระเอ + สระอิ + ฝนทองคู่ +วิสรรชนีย์ เป็น สระเอือะ

สระทั้ง ๒๑ รูปนี้ มีวิธีเขียนรูปสระ ดังนี้
เขียนไว้หน้าพยัญชนะมี ๔ รูป คือ สระเอ สระใอ สระไอ สระโอ
เขียนไว้หลังพยัญชนะมี ๗ รูป คือ สระอะ สระอา สระฤ ตัวยอ ร หัน ( รร ) ตัววอ สระออ
เขียนไว้บนพยัญชนะมี ๕ รูป คือ หันอากาศ ไม้ไต่คู้ สระอิ ฝนทอง หยาดน้ำค้าง
เขียนไว้ล่างพยัญชนะมี ๒ รูป คือ สระอุ สระอู
เขียนโดด ๆ ไม่ต้องประสมกับพยัญชนะมี ๔ รูป คือ สระ ฤ สระ ฤา สระ ฦ สระฦา
ใช้ได้ตามลำพังโดยที่ไม่ต้องประสมกับสระรูปอื่น ๆ มี ๑๗ รูป คือ สระเอ สระใอ สระไอ สระโอ สระอะ สระอา สระอุ สระอู หันอากาศ ไม้ไต่คู้ สระอิ สระ ฤ สระ ฤา สระ ฦ สระฦา ร หัน ( รร ) สระออ
ต้องประสมกับสระรูปอื่นมี ๔ รูป คือ ฝนทอง หยาดน้ำค้าง ตัวยอ ตัววอ
ใช้ได้ตามลำพังก็ได้ ใช้ควบพยัญชนะก็ได้ ออกเสียงคล้ายมี อยู่ด้วยมี ๑ รูป คือ สระ ฤ ( ตัว ฤา ฦ ฦา ตามหลักก็ใช้ควบกับพยัญชนะได้ แต่ไม่มีที่ให้ใช้ )
ใช้เป็นสระก็ได้ ใช้เป้นพยัญชนะก็ได้มี ๔ รูป คือ ตัวยอ ร หัน ( รร ) ตัววอ สระออ
          สระ ๒๑ รูปนี้ เมื่อนำไปประสมกันเข้า จะเกิดเป็นสระต่าง ๆ ได้ถึง ๓๒ ตัว มีเสียง ๓๒ เสียง ซึ่งนับว่าพอใช้ใน๓าษาไทย และเพราะเหตุที่เรามีสระมากเช่นนี้ เราจึงสามารถเขียนคำที่มาจากภาษาอื่นได้ถูกต้องและใกล้เคียงกับสำเนียงเขามากที่สุด นอกจากนั้นเรายังมีรูปวรรณยุกต์บังคับให้เสียงชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย จึงนับได้ว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่มีสำเนียงสมบูรณ์ภาษาหนึ่ง

เสียงสระ

          สระ ๓๒ ตัว จำแนกออกเป็น เสียงสั้น , เสียงยาว , เสียงหนัก , เสียงเบา ดังนี้
สระเสียงสั้น เรียกชื่อว่า รัสสระ ได้แก่สระ อะ , อิ , อึ , อุ , เอะ , แอะ , โอะ , เอาะ , เออะ , เอียะ , เอือะ , อัวะ ,ฤ , ฦ , อำ , ใอ , ไอ , เอา
สระเสียงยาว เรียกชื่อว่า ทีฆสระ ได้แก่สระ อา , อี , อื , อู , เอ , แอ , โอ , ออ , เออ , เอีย , เอือ , อัว , ฤา , ฦา
สระเสียงเบา เรียกชื่อว่า ลหุ ได้แก่รัสสระทั้งสิ้นที่ไม่มีตัวสะกดยกเว้น อำ , ใอ , ไอ , เอา เพราะสระทั้ง ๔ ตัวนี้มีเสียงตัวสะกดกำกับอยู่ด้วยคือ
อำ
เท่ากับ
อัม
( อะ + ม )
ใอ
เท่ากับ
อัย
( อะ + ย )
ไอ
เท่ากับ
อัย
( อะ + ย )
เอา
เท่ากับ
อัว
( อะ + ว )
สระเสียงหนัก เรียกชื่อว่า ครุ ได้แก่ทีฑสระทั้งสิ้น และรวมไปถึงรัสสระที่มีตัวสะกดและสระสั้นอีก ๔ ตัว คือ อำ , ใอ , ไอ , เอา ด้วย

ตารางเทียบเสียง ( เสียงสระ )
เสียงสั้น ( รัสสระ ) ๑๘
เสียงยาว ( ทีฆสระ ) ๑๔
เสียงเบา ( ลหุ ) ๑๔
เสียงหนัก ( ครุ ) ๑๘
อะ
อา
อะ
อา
อิ
อี
อิ
อี
อึ
อื
อึ
อึ
อุ
อู
อุ
อู
เอะ
เอ
เอะ
เอ
แอะ
แอ
แอะ
แอ
โอะ
โอ
โอะ
โอ
เอาะ
ออ
เอาะ
ออ
เออะ
เออ
เออะ
เออ
เอียะ
เอีย
เอียะ
เอีย
เอือะ
เอือ
เอือะ
เอือ
อัวะ
อัว
อัวะ
อัว
ฤา
ฤา
ฦา
ฦา
อำ
อำ
ใอ
ใอ
ไอ
ไอ
เอา
เอา
สระเสียงสั้น + ตัวสะกด



     ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ หลักภาษาไทย  ของอาจารย์ กําชัย  ทองหล่อ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๙ พุทธศักราช ๒๕๓๗

ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม หากมีข้อผิดพลาดใดโปรดแนะนําได้ที่ [email protected]

Copyrigh (C) 2002 The poet ' s association of thailand