http://www.thaipoet.org

ร่ ว ม สื บ ส า น ภู มิ ปั ญ ญ า          ร่ ว ม รั ก ษ า ม ร ด ก ไ ท ย

นานาประเทศล้วนนับถือ   คนที่รู้หนังสือแต่งได้ ... โคลงพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๖
...
หน้าแรก
ฉันทลักษณ์
ส่งการ์ดพร้อมเสียงเพลง
รวมพลคนรักกลอน ( webbord )
ลิงค์โคลงกลอน

การใช้สระในภาษาไทย

          สระ  ต่าง ๆ ที่เราเปล่งสำเนียงออกมาเป็นภาษาพูด ย่อมไม่มีการพลิกแพลงแต่อย่างใด เพียงแต่ลั่นสำเนียงให้ชัดเจนเป้นที่หมายรู้กันได้ก็นับว่าพอแก่ความต้องการในทางภาษาแล้ว หากแต่ในภาษาเขียนต้องแสดงความหมายให้ประจักษ์ทางสายตาเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นจึงมีระเบียบและวิธีการเขียนที่ต้องอาศัยหลักเกณฑ์ละเอียดและประณีตกว่าภาษาพูด เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องหมายให้รับรู้ทางสายตาแล้ว ยังต้องเป็นเครื่องหมายนำในการออกเสียงให้ถูกต้องและชัดเจนอีกด้วย ผู้ศึกษาจึงจำเป็นจะต้องรู้หลักการใช้และการเขียนให้เหมาะสมกับยุคสมัยที่ภาษาได้เจริญก้าวหน้าไปตามจังหวะของมัน เพราะฉะนั้นการใช้และการเขียนจึงมักมีการเปลี่ยนแปรแก้ไขได้เป้นครั้งคราว แต่มีหลักสังเกตุในเบื้องต้น คือ บรรดาสระในภาษาไทย ( ยกเว้น ฤ ฤษ ฦ ฦา ) จะใช้เขียนตามลำพังไม่ได้ จะต้องใช้คู่กับพยัญชนะเสมอ แม้สระที่เราต้องการจะใช้โดด ๆ ซึ่งจะเรียกว่าสระลอย จะต้องมีตัว กำกับอยุ่ด้วยเสมอ เช่นคำว่า อิน , อุ่น , อ่าน ซึ่งจะเขียนโดยไม่ใช้ตัว ไม่ได้ เพราะในวลีหรือประโยคเดียวกันเราเขียนคำติดต่อกันเป็นพืดเดียวกัน ไม่มีเว้นวรรคเป็นคำ ๆ เหมือนในภาษาบาลีสันสกฤตและภาษาตระกูลยุโรป เพราะถ้าไม่มีตัว กำกับอยุ่ด้วย ก็จะทำใก้สระลอยเหล่านั้นไปติดอยู่กับตัวพยัญชนะที่มาข้างหน้า ทำให้เกิดความฉงนในการอ่านและออกเสียง ซึ่งอาจจะทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไปได้ เพราะฉะนั้นการเขียนรูปสระที่อยู่ตมลำพังจึงมีความจำเป็นต้องมีตัว กำกับอยู่ด้วย ต่อจากนี้จะอธิบายหลักเกณฑ์ในการใช้สระบางตัวที่มีเสียงซ้ำกันแต่มีรูปร่างต่างกัน หรือ มีวิธีเขียนที่จำต้องกำหนดเป็นพิเศษ ส่วนสระที่เขียนได้ตามปกติ ไม่มีวิธีในการพลิกแพลงจะไม่ได้อธิบายไว้ ณ ที่นี้

วิธีใช้สระโดยสรุป
วิธีใช้สระทั้งหมด เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วมีอยู่ ๕ วิธีคือ : -
คงรูป คือต้องเขียนรูปให้ปรากฎชัด เช่น กะบะ กะปิ ดีนี่ ไปไหน ทำไม นานโข
ลดรูป คือไม่ต้องเขียนรูปสระให้ปรากฎหรือปรากฎแต่เพียงบางส่วน แต่ต้องออกเสียงให้ตรงกับรูปสระที่ลดนั้น การลดรูปมี ๒ อย่างคือ
ลดรูปทั้งหมด ได้แก่ พยัญชนะ + สระโอ + ตัวสะกด ( ยกเว้นตัว ร ) เช่น
+
โอะ
+
=
นก
+
โอะ
+
=
มด
+
ออ
+
ร - สะกด
=
กร
+
ออ
+
ร - สะกด
=
จร
ลดรูปบางส่วน ได้แก่สระที่ลดรูปไม่หมด เหลือไว้เพียงบางส่วนของรูป เต็มพอเป็นเครื่องสังเกตให้รู้ว่าไม่ซ้ำกับรูปอื่น เช่น
+
เออ
+
ย สะกด
=
เกย
ลดรูปตัว อ เหลือแต่ไม้หน้า
+
เอีย
+
ง สะกด
=
สยง
ลดไม้หน้ากับพินทุ อี เหลือแต่ตัว ย
+
อัว
+
น สะกด
=
กวน
ลดหันอากาศเหลือแต่ตัว ว
แปลงรูป คือแปลงสระรูปเดิมให้เปลี่ยนเป็นอีกรูปหนึ่ง เช่น
+
อะ
+
น สะกด
=
กัน
แปลงวิสรรชนีย์เป็น หันอากาศ
+
เอะ
+
ง สะกด
=
เก็ง
แปลงวิสรรชนีย์เป็น ไม้ไต่คู้
+
แอะ
+
ง สะกด
=
แข็ง
แปลงวิสรรชนีย์เป็น ไม้ไต่คู้
+
เออ
+
น สะกด
=
เดิน
แปลง อ เป็น พินทุอิ
ตัดรูป คือตัด สระอะ ที่เป้นสระหน้าของคำที่มาจากบาลี และ สันสกฤต และไม่ต้องออกเสียงสระที่ตักนั้น ( คือเป็นการตัดทั้งรูปและเสียง ) เช่น อนุช เป็น นุช , อดิเรก เป็น ดิเรก , อภิปราย เป็น ภิปราย , อภิรมย์ เป็น ภิรมย์ , อเนกอนันต์ เป็น เนกนันต์
เติมรูป คือเป็นการเพิ่มรูปเข้ามานอกเหนือจากที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ สระ อื ที่ใช้ในมาตรา ก กา เช่น
+
อื - มื
เติม
เป็น
มือ
+
อื - คื
เติม
เป็น
คือ
     เหตที่เติมรูปเพราะในการเขียนรูปสระ อี และ สระ อื ในสมัยโบราณ ไม่มีตัวพิมพ์ใช้ ต้องใช้เขียน ถ้าเขียนตัวบรรจงก็จะสังเกตได้ง่าย ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นการเขียนหวัดก็จะทำให้เกิดความฉงนเช่น มี กับ มื มีความหมายด้วยกันทั้งสองอย่าง ยากแก่การวินิจฉัยว่าควรจะเป็น มี หรือ มือ แต่ถ้าเติมรูป อ ลงไปที่สระ อื ก็จะทำให้เข้าใจได้ทันทีว่าเป็น สระอื ส่วนสระอี คงรูปไว้อย่างเดิมก็จะทำให้การอ่านง่ายขึ้น ถึงแม้จะเขียนสระอื ตกรูป " ฝนทอง " ไปหนึ่งอันเป็น มีอ ก็จะรู้ได้ว่าเป็นสระอื เพราะมีตัว อ กำกับอยู่และจะออกเสียงเป็นสระอี ไม่ได้ การเติมรูปสระจึงมีประโยชน์ดังนี้
หมายเหตุ : ๑   สระบางตัวอาจจะใช้ได้ทั้งวิธีลดรูปและแปลงรูปก็ได้ เช่น ก + เอาะ = เกาะ แล้วลดรูป ไม้หน้า กับ ลากข้าง และแปลงรูปวิสรรชนีย์ไปเป็น ไม้ไต่คู้                         ก็จะกลายรูปเป็น ก็
                  ๒   สระที่ประสมกับวิสรรชนีย์บางตัว เมื่อแปลงวิสรรชนีย์เป็น ไม้ไต่คู้ แล้ว จะกลับเป็นสระตัวเดิมที่ยังมิได้ประสมกับวิสรรชนีย์ เช่น เอาะ จะกลับเป็น                         ออ ในเมื่อแปลงวิสรรชนีย์เป็นไม้ไต่คู้และมีตัวสะกด ดังตัวอย่าง ก + เอาะ = เกาะ + ก ตัวสะกด จะเป็น ก็อก เมื่อแปลงวิสรรชนียืเป็น ไม้ไต่คู้แล้ว                         สระ เอาะ ก็จะกลับเป็นสระ ออ ตัวเดิมที่ยังไม่ได้ประสมกับวิสรรชนีย์จึงจะมีรูปเป็น ก็อก


     ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ หลักภาษาไทย  ของอาจารย์ กําชัย  ทองหล่อ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๙ พุทธศักราช ๒๕๓๗

ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม หากมีข้อผิดพลาดใดโปรดแนะนําได้ที่ [email protected]

Copyrigh (C) 2002 The poet ' s association of thailand