http://www.thaipoet.org

ร่ ว ม สื บ ส า น ภู มิ ปั ญ ญ า          ร่ ว ม รั ก ษ า ม ร ด ก ไ ท ย

นานาประเทศล้วนนับถือ   คนที่รู้หนังสือแต่งได้ ... โคลงพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๖
...
 สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย
 เกี่ยวกับสมาคม ฯ
 สารจากท่านนายกสมาคม ฯ
 กิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคม ฯ
 วัตถุประสงค์ของสมาคม ฯ
 ประวัติของสมาคม ฯ
 รายชื่อผู้ก่อตั้งสมาคม ฯ
 รายชื่อรัตนกวียุครัตนโกสินทร์
 รายชื่อนักกลอนตัวอย่างของสมาคม ฯ
 รายชื่อสมาชิกสมาคม ฯ
 ห้องเรียนเขียนกลอน ( ฉันทลักษณ์ )
 ห้องเรียนเขียนโคลง
 ห้องเรียนเขียนฉันท์
 ห้องเรียนเขียนกาพย์
 ห้องเรียนเขียนกลอน
 ห้องเรียนเขียนร่าย
 ห้องเรียนเขียนลิลิต
 ห้องเรียนเขียนกลบท
 เรียนรู้เรื่องเสียงสระ
 ส่งการด์พร้อมเสียงเพลง
 ลงนามสมุดเยี่ยม
 ลิงค์โคลงกลอน
 เกี่ยวกับเวปมาสเตอร์
 
บ้านกวี คุณวิธันว์ ศรีเมือง

ความหมายร้อยกรอง

   ในอดีต คำประพันธ์ที่มีลักษณะบังคับในการแต่ง   มีชื่อเรียกแยกไปตามประเภทของคำประพันธ์ นั้น ๆ ว่า โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนฯ ยังไม่มีคำเรียกรวมของประเภทคำประพันธ์ต่อมาจึงได้มีคำเรียกขานคำประพันธ์
ไทยประเภทนี้ว่า " ร้อยกรอง " ขึ้นใช้ อย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยสำนักวัฒนธรรมทาง
วรรณกรรม ซึ่งตั้งขึ้นในปีนั้นเป็นผู้กำหนดคำขึ้นใช้

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ฉบับพ.ศ. ๒๔๙๓ ให้คำจำกัดความว่า ร้อยกรอง : หมายถึง สอดผูกให้ติดกัน
ประดิษฐ์ทำ, แต่งหนังสือให้ดีมีความไพเราะ

ร้อยกรองไทย

พระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

          "ข้าพเจ้าผู้หนึ่งเป็นผู้เชื่อมั่นอยู่ว่า จินตกวีนิพนธ์ เป็นสิ่งซึ่งให้ผลดีหลายประการ ดังจะกล่าว แต่โดยย่อพอเป็นสังเขป ส่วนผลซึ่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน จะให้แก่ผู้ฟังหรือผู้อ่านนั้น อาจจะมีได้ดังต่อไปนี้คือ

สบายใจ คล้าย ๆ ฟังเพลงบรรเลง
เพลิน ทำให้ลืมสิ่งซึ่งระคายใจอยู่บ้าง ได้ชั่วคราว
ได้ฟังโวหารอันแปลก
ได้ทราบความคิดของผู้แต่ง

           จริงอยู่หนังสือที่แต่งเป็นร้อยแก้วก็อาจให้ผลเช่นกล่าวมานี้ได้บ้างเหมือนกัน แต่ร้อยแก้วเสียเปรียบ กาพย์ โคลง เพราะขาด จังหวะซึ่งชวนให้เพลิดเพลิน    เช่นเราไปนั่งฟังเทศนา หรือฟังอาจารย์อธิบายก็ได้ประโยชน์ แต่เราคงไม่คิดเคาะจังหวะ ตามคำพระเทศน์ หรือคำของอาจารย์ นั้นเลย แต่เราไปฟังคนร้องเพลง หรือฟังแตร ฟังพิณพาทย์ เราอดเคาะจังหวะตามไม่ใคร่ได้ ดังนี้ แปลว่าเสียงซึ่งมีจังหวะ ย่อมให้ผล แก่เส้นประสาทของคน
เราในทางดี หรือทำให้บังเกิดความสงบ หรือความสำราญใจไปได้ และสิ่งไรในโลกนี้ที่ทำให้บังเกิดความสงบ หรือความสำราญโดยไม่มีโทษแล้ว ก็ควรยกว่าเป็นของดีได้แล้ว
 ส่วนคนที่แต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เองนั้นเล่า ก็ได้ผลดีเหมือนกัน กล่าวคือ
สบายใจ คล้ายคนที่เล่นดนตรี ตีพิณพาทย์
เพลิน เพราะใช้สมองในทางที่นึกถ้อยคำอันไพเราะ
ต้องเขม้นขมักแสดงโวหารให้แปลก
มีโอกาสได้แสดงความคิดให้ผู้อื่นฟัง
 
           การแต่งร้อยกรองถ้อยคำเป็น โคลง ฉันท์
กาพย์ กลอน นอกจากเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้แต่งเอง โดยอาการอันกล่าวมาแล้วนั้นยังนับว่าผู้แต่ง ทำความพอใจให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้อีก เป็นอันมาก ...            
           ตามความเห็นของข้าพเจ้ามีอยู่ว่า ผู้แต่ง โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ควรจะคิดถึงผู้อ่าน มากกว่าตัวเอง คือควรเพ่งเล็งให้ผู้อ่าน เข้าใจ และฟังเพราะ มากกว่าที่จะอวดความเก่ง ของ ตนเอง   
            เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขออนุญาตแนะนำแก่ผู้ตั้งใจจะเป็นจินตกวีให้ละเว้นของบางอย่าง ดังต่อไปนี้คือ

ควรละเว้นวิธีแต่ง อุตริสบัดสบิ้ง
ควรละเว้นวิธีแต่ง อุตริใช้คำที่ไม่ใช่ภาษาไทย
ควรละเว้นการ ใช้คำซึ่งใช้กันอยู่ในวงแคบ ๆ
ควรละเว้นเรื่องซึ่งไม่เป็นคติหรือซึ่งเรื่องหยาบและโลนเพราะเหล่านี้ทำให้เสื่อมเสียวิชาเปล่า ๆ

เมื่อได้แสดงมาซึ่งข้อควรเว้นแล้ว ก็ควรแสดงข้อควรประพฤติต่อไป
ก่อนที่จะจับแต่งอะไรต้องดูแบบ โคลง ฉันท์ กาพย์กลอน เสียก่อนดูแบบให้เจนตา เป็นดี
ควนอ่านจินตกวีนิพนธ์ที่ท่านแต่งมาไว้แล้วอ่านจนเข้าใจ และได้จังหวะแม่นยำ
เลือกหาเรื่องที่เป็นแก่นสาร
ใช้สมองตรองดูเรื่องนั้นเสียก่อน จนความคิดแตกแล้วคิดตั้งโครงขึ้นเป็นคำพูด โดยปกติก่อน แล้วจึงแปลงไปเป็น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ตามอัธยาศัย
          หนังสือนี้ข้าพเจ้าได้ตั้งใจแต่งให้แก่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง เพื่อบำรุงวิชากวีในโรงเรียนนั้น เพราะ
ฉะนั้นข้าพเจ้าขอให้หนังสือนี้ไว้เป็นกรรมสิทธิ์ แก่  โรงเรียนมหาดเล็กหลวงสืบไป เพื่อให้นักเรียนทั้งเก่าและ
ใหม่จะได้มีสิ่งซึ่งเตือนใจ ให้รำลึกถึงข้าพเจ้าผู้มุ่งดีต่อเขาทั้งหลายนั้น ชั่วกาลนานฯ"

พระปรมาภิไธย วชิราวุธ ปร.

ข้อมูลอ้างอิง : จากหนังสือ การประพันธ์ ท๐๔๑ โดย ศจ.ฐะปะนีย์  นาครทรรพ

หลักการอ่านร้อยกรอง

          ร้อยกรอง  คือคำประพันธ์ที่แต่งขึ้นตามแบบฉันทลักษณ์ จำแนกประเภทออกเป็น โคลง ร่าย กลอน กาพย์ ฉันท์
          การอ่านร้อยกรองสามารถแบ่งออกได้ ๓ ชนิด คือ
อ่านทำนองสามัญ  คือ อ่านตามเสียงปกติเหมือนการอ่านร้อยแก้ว แต่มีจังหวะวรรคตอน มีเน้นสัมผัสและเอื้อนเสียงบ้างเล็กน้อย
อ่านทำนองเจรจา  คือ อ่านเป็นทำนองพากย์บทเจรจาโขน หรือทำนองพูดโต้ตอบกัน มีจังหวะวรรคตอนอย่างการอ่านทำนองสามัญ แต่เน้นเสียงและเอื้อนเสียงหนักหน่วงเนิบนาบกว่าทำนองสามัญ
อ่านทำนองเสนาะ  คือ อ่านแบบมีสำเนียงสูง ต่ำ หนัก เบา ยาว สั้น เอื้อนเสียงและเน้นสัมผัสให้ชัดเจนไพเราะ มีจังหวะและคลื่นเสียงเป็นกังวานขึ้นลงทำให้เกิดอารมณ์คล้อยตามไปตามทำนองเสียงนั้น ถึงตอนเล้าโลมชมชื่น ตอนเกี้ยวพาน , ตัดพ้อ , โกรธเกี้ยว , หรือคร่ำครวญคะนึงถึง ต้องทำเสียงให้เหมาะสมกับตอนนั้น ๆ การอ่านชนิดนี้ จะต้องศึกษากับผู้รู้โดยเฉพาะ
          การอ่านร้อยกรองมีหลักโดยทั่วไปที่ควรรู้ไว้เป็นเบื้องต้นดังนี้
ต้องรู้ลักษณะของบทประพันธ์ที่จะอ่านเช่น : เอก โท ครุ ลหุ สัมผัส และ พยางค์ ที่บรรจุลงในวรรคหนึ่ง ๆ
ต้องรู้จังหวะและการแบ่งตอนของบทประพันธ์ที่จะอ่าน
คำที่รับสัมผัสกัน ต้องอ่านเน้นเสียงให้ชัดกว่าปกติ ถ้าเป็นสัมผัสนอกต้องทอดเสียงให้ยาวกว่าธรรมดา
ห้ามเอื้อนเสียงที่คำลหุ เพราะมีเสียงสั้นและเบา
พยางค์ที่ใช้เกิน ให้อ่านเร็วและเบาอย่างอักษรนำ เพื่อให้เสียงไปตกอยู่ตรงพยางค์ที่ต้องการ เช่น ในแผนกำหนดให้บรรจุคำหน่วยละ ๑ พยางค์ แต่ผู้ประพันธ์บรรจุคำ ๒ พยางค์ลงไปในหนึ่งหน่วย เช่น ดิลก , ประโยชน์ ขยาย , สมร , ระลึก ฯลฯ คำที่มีพยางค์เกินเช่นนี้ต้องอ่านเสียงให้มาตกอยุ่ที่พยางค์หลัง
เสียงวรรณยุกต์จัตวา ต้องอ่านเสียงให้สูงและดังก้อง
ต้องอ่านเสียง และ ให้ชัดเจน อย่าให้เสียงสลับกัน มิฉะนั้นผู้ฟังอาจจะเข้าใจความหมายคลาดเคลื่อนได้
เมื่ออ่านไปถึงตอนจะจบบท ต้องเอื้อนเสียงและทอดจังหวะให้ช้าลงจนกระทั่งจบบท
           ต่อไปนี้จะได้อธิบายวิธีการอ่านบทประพันธ์ประเภทร้อยกรองเป็นชนิด ๆ ไปโดยลำดับ แต่ก่อนที่จะอธิบายพึงรู้ถึงเครื่องหมายที่จะใช้แทนคำอธิบายดังต่อไปนี้
เครื่องหมาย  |  เป็นเครื่องหมายบอกจังหวะ ต้องอ่านเว้นจังหวะตามที่มีเครื่องหมายนี้กำกับไว้
เครื่องหมาย  +  กับตัวเลข หมายถึงการแบ่งคำในวรรคออกเป็นจังหวะ เช่น  ๓ + ๒ ก็หมายความว่าในวรรคนั้นมีคำอยู่ ๕ คำ เวลาอ่านให้แบ่งออกเป็น ๒ จังหวะ โดยที่จะอ่านในจังหวะหน้า ๓ คำ จังหวะหลัง ๒ คำ
เครื่องหมาย  T  หมายความว่าต้องเอื้อนเสียงให้ยาวกว่าปกติ
เครื่องหมาย    หมายถึง ครุ เครื่องหมาย   หมายถึงลหุ
เครื่องหมาย  -  หมายความว่า ให้อ่านตัวสะกดของพยางค์หน้าด้วย

การอ่านบทประพันธ์ประเภท
โคลง
ร่าย
กลอน
กาพย์
ฉันท์ ๘
ฉันท์ ๑๑
ฉันท์ ๑๒
ฉันท์ ๑๔
ฉันท์ ๑๕
ฉันท์ ๑๖
ฉันท์ ๑๘
ฉันท์ ๑๙
ฉันท์ ๒๐
ฉันท์ ๒๑

          การอ่านทำนองเสนาะ จำเป็นจะต้องศึกษากับผู้รู้โดยตรง เพียงแต่รู้จังหวะอ่านเท่านั้น ยังไม่สามารถที่จะอ่านทำนองได้ถูกต้อง ครั้งจะเขียนเป็นแผนทำนองไว้อย่างทำนองดนตรีก็คงจะทำได้ยากยิ่ง ถ้าผู้ที่ไฝ่ศึกษาประสงค์ที่จะเรียนควรที่จะศึกษากับผู้รู้โดยตรง เพราะทำนองการอ่านของเรานับวันแต่จะสูญสิ้นไปทุกที สูญสิ้นไปกับความสิ้นชีพของท่านผู้รู้ก็มีอยู่เป็นอันมาก ถ้าหากเราไม่ช่วยกันถ่ายทอดและร่วมกันอนุรักษ์ไว้ ต่อไปคงจะไม่หลงเหลือ รสสำเนียง ไว้ให้ปรากฎ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายสมบัติของชาติชิ้นนี้อย่างยิ่ง

     หมายเหตุ : การอ่านบทประพันธ์ชนิดกลอนเพลงและกลบทต่าง ๆ ได้อธิบายไว้ในส่วนของกฏข้อบังคับแล้วจึง
ไม่ได้กล่าวไว้ ในที่นี้อีก

     ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ หลักภาษาไทย  ของอาจารย์ กําชัย  ทองหล่อ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๙ พุทธศักราช ๒๕๓๗
ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม หากมีข้อผิดพลาดใดโปรดแนะนําได้ที่ [email protected]
Copyrigh (C) 2002-2014 The poet ' s association of thailand