http://www.thaipoet.org

ร่ ว ม สื บ ส า น ภู มิ ปั ญ ญ า          ร่ ว ม รั ก ษ า ม ร ด ก ไ ท ย

นานาประเทศล้วนนับถือ   คนที่รู้หนังสือแต่งได้ ... โคลงพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๖
...

 สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย
 เกี่ยวกับสมาคม ฯ
 กิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคม ฯ
 วัตถุประสงค์ของสมาคม ฯ
 ประวัติของสมาคม ฯ
 สารจากท่านนายกสมาคม ฯ
 รายชื่อผู้ก่อตั้งสมาคม ฯ
 รายชื่อรัตนกวียุครัตนโกสินทร์
 รายชื่อนักกลอนตัวอย่างของสมาคม ฯ
 รายชื่อสมาชิกสมาคม ฯ
 เรียนรู้เรื่องเสียงสระ
 หลักการอ่านร้อยกรอง
 รวมพลคนรักกลอน ( กระทู้กลอน )
 ส่งการด์พร้อมเสียงเพลง
 ลงนามสมุดเยี่ยม
 ลิงค์โคลงกลอน
 เกี่ยวกับเวปมาสเตอร์

เรียนรู้เรื่อง ฉันทลักษณ์
        ฉันทลักษณ์  คือตําราที่ว่าด้วยวิธีร้อยกรองถ้อยคําหรือเรียบเรียงถ้อยคำให้เป็นระเบียบตามลักษณะ
บังคับและบัญญัติที่นักปราชญ์ได้วางเป็นแบบไว้ ถ้อยคำที่ร้อยกรองขึ้นตามลักษณะบัญญัติแห่งฉันทลักษณ์ เรียกว่า คำประพันธ์
              คำประพันธ์  คือถ้อยคำที่ได้ร้อยกรองหรือเรียบเรียงขึ้น โดยมีข้อบังคับ จำกัดคำและวรรคตอนให้รับ
สัมผัสกันเพื่อความไพเราะ ตามกฎเกณฑ์ที่ได้วางไว้ใน ฉันทลักษณ์

คําประพันธ์จําแนกออกเป็น 7 ชนิด คือ
คำประพันธ์ที่ดีประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือ
โคลง ( อ่านรายละเอียด )
มีข้อความดี
ร่าย ( อ่านรายละเอียด )
มีสัมผัสดี
ลิลิต ( อ่านรายละเอียด )
แต่งได้ถูกต้องตามลักษณะบังคับ
กลอน ( อ่านรายละเอียด )  
กาพย์ ( อ่านรายละเอียด )  
ฉันท์ ( อ่านรายละเอียด )  
กล ( อ่านรายละเอียด )  

     ลักษณะบังคับ หรือ บัญญัติ ในการเรียบเรียงคำประพันธ์ทั้งปวงมีอยู่ ๘ อย่าง คือ
 ครุ ลหุ
 เอก โท
 คณะ
 พยางค์
 สัมผัส
 คำเป็นคำตาย
 คำนำ
 คำสร้อย
ครุ
คือพยางค์ที่มีเสียงหนัก ได้แก่พยางค์ที่ประกอบด้วยเสียงสระยาว ( ทีฆสระ ) และสระเกินทั้ง ๔
คือสระ อำ ใอ ไอ เอา และพยางค์ที่มีตัวสะกดทั้งสิ้น เช่น ตา ดำ หัด เรียน ฯลฯ
ลหุ
คือพยางค์ที่มีเสียงเบา ได้แก่พยางค์ที่ประกอบด้วยสระสั้น ( รัสสระ ) ที่ไม่มีตัวสะกด เช่น พระ
จะ มิ ดุ แกะ ฯลฯ 
เอก
คือพยางค์หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอกและบรรดาคําตายทั้งสิ้น ซึ่งในโคลงและร่ายใช้แทนเอกได้
เช่น พ่อ แม่ พี่ ปู่ ชิ ชะ มัก มาก ฯลฯ           
โท
 คือพยางค์หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์โท เช่น น้า ป้า ช้าง นี้ น้อง ต้อง เลี้ยว ฯลฯ
คณะ
คือแบบบังคับที่วางเป็นกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่า คำประพันธ์แต่ละชนิดจะต้องมีเท่านั้นวรรค เท่านั้น
คำ และต้องมีเอกโท ครุลหุ ตรงนั้น ๆ นี้กล่าวโดยทั่ว ๆ ไป แต่สำหรับใน " ฉันท์ " คําว่าคณะมี
ความหมายแคบ คือหมายถึงลักษณะที่วางคำเสียงหนักเสียงเบาที่เรียกว่า ครุลหุ และแบ่งออกเป็น
๘ คณะ คณะหนึ่งมีคำอยู่ ๓ คำ เรียงครุลหุไว้ต่าง ๆ กัน

     คณะทั้ง ๘ นั้นคือ :- ย ร ต ภ ช ส ม น ชื่อคณะทั้ง ๘ นี้ เป็นอักษรที่ย่อมาจากคำเต็ม คือ
มาจาก
ยชมาน
แปลว่า
พราหมณ์บูชายัญ
มาจาก
รวิ
แปลว่า
พระอาทิตย์
มาจาก
โตย
แปลว่า
น้ำ
มาจาก
ภูมิ
แปลว่า
ดิน
มาจาก
ชลน
แปลว่า
ไฟ
มาจาก
โสม
แปลว่า
พระจันทน์
มาจาก
มารุต
แปลว่า
ลม
มาจาก
นภ
แปลว่า
ฟ้า
วัตถุทั้ง ๘ นี้ รวมเรียกว่า " อัษฏมูรติ " แปลว่าแปดรูปกาย ทางไสยศาสตร์ถือว่าเป็นรูปกายของ
พระศิวะหรือพระอิศวร เพราะฉะนั้น อักษรชื่อคณะฉันท์ทั้งแปดนี้ จึงบ่งถึงพระอิศวรโดยเฉพาะ
     ในตำราพฤตตรัตนากรของท่านเกทารภัฏฏะ ได้อธิบายความหมายของอักษรทั้ง ๘ ไว้ว่า
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง
ศรี
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง
วุฒิ
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง
พินาศ
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง
สัญจร
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง
การถูกโขมย
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง
โรค
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง
ยศรุ่งเรือง
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง
อายุ
     เมื่อจัดเป็นรูปครุลหุลงในคณะทั้ง ๘ จะเป็นดังนี้
ล ค ค
ล ค ล
ค ล ค
ล ล ค
ค ค ล
ค ค ค
ค ล ล
ล ล ล
ค หมายถึง ครุ
ล หมายถึง ลหุ
     ได้แต่งคำคล้องจองไว้สำหรับจำ " คณะ " ไว้ดังนี้
ยะยิ้มยวน
ชะโลมเละ
รวนฤดี
แนะเกะกะ
สุรภี
ตาไปละ
ภัสสระ
มาดีดี
เมื่อแยกพยางค์แล้ว จะได้ " ครุ - ลหุ " เต็มตามคณะทั้ง ๘
เรื่องชื่อคณะนี้ ความจริงไม่สู้จำเป็นในการเรียนฉันทลักษณ์ในภาษาไทย เพราะเรามุ่งจำ ครุลหุกัน
มากกว่าจำชื่อคณะ ทั้งการจัดการวรรคตอนของฉันท์ในภาษาไทยก็ไม่เหมือนกับในบาลีและ
สันกฤต เพระฉะนั้นจำครุลหุเป็นฉันท์ ๆ ไป จึงจักเป็นการเบาสมองกว่า เท่าที่จัดมาให้ดูก็เพียงเพื่อประดับความรู้เท่านั้น
พยางค์
คือจังหวะเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึง ๆ หรือหน่วยเสียงที่ประกอบด้วยสระตัวเดียว จะมีความ
หมายหรือไม่ก็ตาม คําที่ใช้บรรจุในบทร้อยกรองต่าง ๆ นั้นล้วนหมายถึง คำพยางค์ ทั้งสิ้น คำพยางค์นี้ถ้ามีเสียงเป็ลหุ จะรวมสองพยางค์เป็นหนึ่งคำหรือหน่วยหนึ่งในการแต่งร้อยกรองก็ได้ แต่หากมีเสียงเป็นครุ จะรวมกันไม่ได้จะต้องใช้พยางค์ละคำ
สัมผัส
คือลักษณะที่ใช้บังคับให้ใช้คำคล้องจองกัน คำที่คล้องจองกันนั้นหมายถึงคำที่ใช้สระและมาตรา
สะกดอย่างเดียวกัน แต่ต้องไม่ซ้ำอักษรหรือซ้ำเสียงกัน ( สระใอ , ไอ อนุญาติให้ใช้สัมผัสกับสระ
อัย ได้ ) มี ๒ ชนิด คือ
สัมผัสนอก
ได้แก่คำที่บังคับให้สอดคล้องจองกันในระหว่างวรรคหนึ่งกับอีกวรรคหนึ่ง ซึ่งม
ีตำแหน่งที่อยู่ต่างกันตามชนิดของคำประพันธ์นั้น ๆ สัมผัสนอกนี้เป็นสัมผัสบังคับ
ซึ่งจำเป็นจะต้องมี จะขาดเสียมิได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
โคลง
     แท้ไทยใช้เผ่าผู้      แผ่มหิทธิ์
รักสงบระงับจิต ประจักษ์แจ้ง
ไป่รานไป่รุกคิด คดประทุษ   ใครเลย
เว้นแต่ชาติใดแกล้ง กลั่นร้ายรานไทย
ฉันท์
     สวัสดี ณ ปีใหม่ ประสงค์ใดประสิทธิ์เทอญ
ประสบสุขสนุกเพลิน ตลอดศกสราญชนม์
กาพย์
     ข้าขอนอบน้อมนมัสการ พระศาสดาจารย์
เอกองค์สัมพุทธ์เพ็ญคุณ
     พระเกิดพระกอบการุณ เมตตาทิคุณ
แก่โลกมิเลือกใครใคร
กลอน
     มิใช่ชายดอกนะจะดีเลิศ หญิงประเสริฐเลิศดีก็มีถม
ชายเป็นปราชญ์หญิงฉลาดหลักแหลมคม มีให้ชมทั่วไปในธาตรี
จะสังเกตุได้จากสีของตัวอักษรแต่ละคู่จะบอกถึงสัมผัสที่จำเป็นต้องมีในแต่ละประเภทของคำประพันธ์
สัมผัสใน
ได้แก่คำที่คล้องจองกันและอยู่ในวรรคเดียวกัน จะเป็นสัมผัสคู่เรียงคำไว้ติดต่อกัน หรือจะเป็นสัมผัสสลับ คือเรียงคำอื่นแทรกคั่นไว้ระหว่างคำสัมผัสก็ได้ สุดแต่จะ
เหมาะทั้งไม่มีกฎเกณฑ์จำกัดว่า จะต้องมีอยู่ตรงนั้นตรงนี้เหมือนอย่งสัมผัสนอก และไม่จำเป็นจะต้องใช้สระอย่างเดียวกันด้วย เพียงแต่ให้อักษรเหมือนกันหรือเป็นอักษรประเภทเดียวกันหรืออักษรที่มีเสียงคู่กันก
็สามารถนำมาใช้ได้ สัมผัสในสามารถแบ่งแแกได้เป็น ๒ ชนิด
สัมผัสสระ
ได้แก่คําคล้องจองที่มีสระและมาตราสะกดอย่างเดียวกัน เช่น
บางน้ำจืดชื่อบางเป็นทางคิด ใครมีจิตจืดนักมักหมองหมาง
คนใจจืดชืดชื้อเหมือนชื่อบาง ควรตีห่างเหินกันจนวันตาย
อันน้ำจืดรสสนิทกว่าจิตจืด ถึงเย็นชืดลิ้มรสหมดกระหาย
แต่ใจจืดรสระทมขมมิวาย มักทําลายมิตรภาพให้ราบเตียน
 
จาก : นิราศวัดสิงห์
จะสังเกตุได้จากสีต่าง ๆ นั้นจะบอกถึงสัมผัสในแต่ละวรรคแต่ลัคู่จะ
มีการสัมผัสกันในวรรคเดียวกันโดยอาจจะมีคำอื่นแทรกอยู่ก็ได้หรือ
อยู่ติดกันก็ได้ เพื่อให้เกิดความไพเราะในบทประพันธ์
สัมผัสอักษร
ได้แก่คําคล้องจองที่ใช้ตัวอักษรชนิดเดียวกัน หรือตัวอักษรประเภท
เดียวกัน หรือใช้ตัวอักษรที่มีเสียงคู่กันที่เรียกว่า " อักษรคู่ " เช่น
ค ฆ
หรือ ถ ท ธ เป็นต้น เช่น
๑, ใช้ตัวอักษรชนิดเดียวกัน
เป็นการใช้ตัวอักษรเดียวกันตลอดทั้ง
     วรรค

     แลลิงลิงเล่นล้อ ลางลิง
พาเพื่อนเพ่นพ่านพิง พวกพ้อง
ตื่นเต้นไต่ตอติง เตี้ยต่ำ
ก่นกู่กันกึกก้อง เกาะเกี้ยวกวนกัน
๒, ใช้ตัวอักษรประเภทเดียวกัน เป็นการใช้ตัวอักษรที่เสียงเหมือน
     กัน แต่รูปไม่เหมือนกันเช่น
ค ฆ ท ธ ร ล ศ ษ ส เป็นต้น
     ศึกษาสําเร็จรู้ ลีลา   กลอนแฮ
ระลึกพระคุณครูบา บ่มไว้
อุโฆษคุณาภา เพ็ญพิพัฒน์
นิเทศธรณินให้ หื่นซ้องสาธุการ
๓, ใช้อักษรที่มีเสียงคู่กัน คืออักษรตํ่าชนิดอักษรคู่ ๑๔ ตัว กับอักษร
     สูง ๑๑ ตัว ซึ่งมีเสียงผันเข้ากันได้เป็นคู่ ๆ ดังนี้

อักษรต่ำ ๑๔
เสียงคู่กับ
อักษรสูง ๑๑
ค ต ฆ
เสียงคู่กับ
ข ฃ
ช ฌ
เสียงคู่กับ
ซ ( ทร = ซ )
เสียงคู่กับ
ศ ษ ส
ฑ ฒ ท ธ
เสียงคู่กับ
ฐ ถ
พ ภ
เสียงคู่กับ
เสียงคู่กับ
เสียงคู่กับ

     คูนแคขิงข่าขึ้น เคียงคาง
แฟงฟักไฟฝ่อฝาง ฝิ่นฝ้าย
ซางไทรโศกสนสาง ซ่อนซุ่ม
ทิ้งถ่อนทุยท่อมท้าย เถื่อนท้องแถวเถิน
สัมผัสในดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เป็นสัมผัสที่ไม่บังคับ จึงมิได้มีแบบกำหนดมาแต่
่โบราณ แต่ถ้าไม่มีก็ขาดรสไพเราะซึ่งเป็นยอดของรสในเชิงฉันท์ลักษณ์ เพราะ
ฉะนั้น คําประพันธ์ที่ดี จะขาดสัมผัสในเสียมิได้ เปรียบเหมือนเกสรเป็นเครื่องเชิด
ชูความสวยงามของบุปผชาติฉันนั้น
คําเป็น
คือคำที่ประกอบด้วยเสียงสระยาว ( ฑีฆสระ ) ในแม่ ก กา และคำที่มีตัวสะกดในแม่ กน กง กม
เกย ( คำที่มีตัว ว สะกด จัดอยู่ในแม่เกย ) รวมทั้งสระสั้นทั้ง ๔ ตัว คือ อำ ใอ ไอ เอา เช่น ตาดำชม
เชยคนหุงข้าวเหนียวในครัวไฟ
คำตาย
คือคำที่ประกอบด้วยเสียงสระสั้น ( รัสสระ ) ในแม่ก กา ( ยกเว้น อำ ใอ ไอ เอา ) และคำที่มีตัว
สะกดในแม่ กก กด กบ เช่น นกกระหรอกกับนกกระปูดจิกพริก ในการแต่งโคลงทุกชนิดใช้คำตาย
แทน เอก ได้
คำนำ
คือคำที่ใช้กล่าวขึ้นต้นสำหรับเป็นบทนำในคำประพันธ์ เป็นคำเดียวบ้าง เป็นวลีบ้าง เช่น เมื่อนั้น
บัดนั้น โฉมเฉลา น้องเอยน้องรัก รถเอ๋ยรถทรง ครานั้น สักวา
ฯลฯ บางทีก็ใช้คำนามตรง ๆ เหมือนอย่างนามอลาปนะ เช่น สุริยา พระองค์ ภมร ดวงจันทร์ ฯลฯ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ปทุมา
โสภาหมดจดสดสี
เกิดในใต้ตมวารี แต่ไร้ราคีเปือกตม
ฯลฯ
ภมร
สุนทรมธุรสถ้อยหรรษา
กลั่นกล่าวเร้าดวงวิญญาณ์ วาจาสิ้นลมคมใน
คำสร้อย
คือคำที่ใช้สำหรับลงท้ายบทหรือท้ายบาทของคำประพันธ์ ซึ่งตามธรรมดามีคำซึ่งมีความ
หมายอยู่ข้างหน้าแล้วแต่ยังไม่ครบจำนวนคำตามที่ได้บัญญัติไว้ในประพันธ์จึงต้องเติมสร้อยเพื่อ
ให้มีคำครบตามจำนวนและเป็นการเพิ่มสำเนียงให้ไพเราะในการอ่านด้วย คำสร้อยนี้จะเป็น คำ
นาม คำวิเศษณ์ คำกริยานุเคราะห์
คำสันธาน หรือคำอุทาน ก็ได้ แต่ถ้าใช้เป็นคำอุทานที่มีรูป
วรรณยุกต์ต้องตัดรูปวรรณยุกต์ออก และต้องไม่มีเครื่องหมายอัศเจรีย์ มิฉะนั้นจะขัดต่อการอ่าน
ทํานองเสนาะ และในการใช้นั้นควรเลือกคำที่ท่านได้วางเป็นแบบฉบับไว้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

คำนาม
พ่อ แม่ พี่
คำกริยานุเคระห์
เทอญ นา
คำสันธาน
ฤา แล ก็ดี
คำอุทาน
ฮา แฮ เฮย เอย เวย รา อา นอ
คำวิเศษณ์
บารมี เลย
คำสร้อยนี้จะต้องเป็นคำเป็น จะใช้คำตายไม่ได้ และใช้เฉพาะบทประพันธ์ชนิดโคลงและร่ายเท่า
นั้น


     ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ หลักภาษาไทย  ของอาจารย์ กําชัย  ทองหล่อ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๙ พุทธศักราช ๒๕๓๗

ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม หากมีข้อผิดพลาดใดโปรดแนะนําได้ที่ [email protected]

Copyrigh (C) 2002 The poet ' s association of thailand