http://www.thaipoet.org

ร่ ว ม สื บ ส า น ภู มิ ปั ญ ญ า          ร่ ว ม รั ก ษ า ม ร ด ก ไ ท ย

นานาประเทศล้วนนับถือ   คนที่รู้หนังสือแต่งได้ ... โคลงพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๖
...
หน้าแรก
ฉันทลักษณ์
ส่งการ์ดพร้อมเสียงเพลง
รวมพลคนรักกลอน ( webbord )
ลิงค์โคลงกลอน

ร่าย

     ร่าย  เป็นชื่อของคำประพันธ์ชนิดหนึ่ง ซึางไม่กำหนดว่าจะต้องมีบทหรือบาทเท่านั้นเท่านี้จะแต่งยาวเท่าไหร่ก็ได้ เป็นแต่ต้องเรียงคำให้คล้องจองกันตามข้อบังคับเท่านั้น ลักษณะบังคับต่าง ๆ ใช้อย่างเดียวกับโคลง ๒ และโคลง ๓
คำร่าย " ร่าย " แปลว่า อ่าน , เสก หรือ เดิน ร่ายแบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ
ร่ายสุภาพ
ร่ายดั้น
ร่ายโบราณ
ร่ายยาว
     มีลักษณะที่ต่างกันดังจะอธิบายต่อไปนี้


ร่ายสุภาพ


ข้อบัญญัติการเขียนร่ายสุภาพ

คณะ

จัดเป็นวรรคละ ๕ คำ หรือจะเกินกว่า ๕ คำบ้างก็ได้ แต่ไม่ควรเกิน ๕ จังหวะในการอ่าน จะแต่งยาวสักกี่วรรคก็ได้ แต่อีก ๓ วรรคก่อนจบ จะต้องเป็นโคลง ๒ สุภาพเสมอ ( ดูได้จากแผนผัง )
สัมผัส

คำสุดท้ายของวรรคหน้าต้องสัมผัสกับคำที่ ๑ , ๒ หรือ ๓ ของวรรคต่อ ๆ ไป เว้นแต่ ๒ วรรคสุดท้ายของบท ถ้าวรรคสุดท้ายของวรรคหน้าส่งสัมผัสเป็นเอกหรือโท คำที่รับสัมผัสในวรรคต่อๆไป จะต้องรับด้วยเอกหรือโทเช่นเดียวกัน
เอกโท

มี วรรณยุกต์เอก ๓ และ วรรณยุกต์โท ๓ เช่นเดียวกับโคลง ๒ สุภาพ
คำเป็น
คำตาย

ถ้าคำที่ส่งสัมผัสเป็นคำเป็นหรือคำตาย คำที่รับสัมผัสก็ต้องเป็นคำเป็นหรือคำตายด้วย แต่คำสุดท้ายของบท ( คำสร้อยไม่นับ ) ห้ามใช้คำตาย หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์
คำสร้อย

สามารถเติมสร้อยในตอนสุดท้ายของบทได้อีก ๒ คำ หรืออาจจะเติมทุก ๆ วรรคก็ได้ แต่พอถึงช่วงจบที่เป็นโคลง ๒ จะต้องงด เว้นแต่เป็นสร้อยของโคลง ๒ เอง สร้อยชนิดนี้จะต้องให้เหมือนกันทุกวรรค เรียกสร้อยชนิดนี้ว่า " สร้อยสลับวรรค "

ตัวอย่างร่ายสุภาพ
   ลูกเอ๋ยจงฟังคำ เงี่ยโสตจำคำแม่ อย่าแส่สู่เรื่องราว
อย่าทําฉาวทางชั่ว อย่ามั่วสุมคนพาล อย่าอวดหาญสู้ศึก
อย่าเหิมฮึกอวดห้าว จักเดาะร้าวกลางคัน ขวัญใจจำวาจา
มารดาสอนสั่งไว้ จงอย่าลืมเลือนให้
หมั่นหมั่นน้อมคำนึง
   
เนืองเทอญ        .


ร่ายดั้น


ข้อบัญญัติการเขียนร่ายดั้น

คณะ

วรรคหนึ่งใช้คำ ๒ ถึง ๗ คำ หากแต่อีก ๔ วรรคก่อนจะจบต้องเป็นบาทที่ ๓ และบาทที่ ๔ ของโคลงดั้นวิวิธมาลี
สัมผัส

คำสุดท้ายของวรรคหน้าต้องสัมผัสกับคำที่ ๑ , ๒ หรือ ๓ ของวรรคต่อ ๆ ไป เว้นแต่ ๒ วรรคสุดท้ายของบท ถ้าวรรคสุดท้ายของวรรคหน้าส่งสัมผัสเป็นเอกหรือโท คำที่รับสัมผัสในวรรคต่อๆไป จะต้องรับด้วยเอกหรือโทเช่นเดียวกัน
เอกโท

มี วรรณยุกต์เอก ๔ และ วรรณยุกต์โท ๒ เช่นเดียวกับโคลงดั้นวิวิธมาลีใน ๒ บาทสุดท้าย
คำเป็น
คำตาย

ถ้าคำที่ส่งสัมผัสเป็นคำเป็นหรือคำตาย คำที่รับสัมผัสก็ต้องเป็นคำเป็นหรือคำตายด้วย แต่คำสุดท้ายของบท ( คำสร้อยไม่นับ ) ห้ามใช้คำตาย หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์
คำสร้อย

สามารถเติมสร้อยในตอนสุดท้ายของบทได้อีก ๒ คำ หรืออาจจะเติมทุก ๆ วรรคก็ได้ แต่พอถึงช่วงจบที่เป็นโคลงดั้นวิวิธมาลี จะต้องงด เว้นแต่เป็นสร้อยของโคลงดั้นวิวิธมาลีเอง สร้อยชนิดนี้จะต้องให้เหมือนกันทุกวรรค เรียกสร้อยชนิดนี้ว่า " สร้อยสลับวรรค "

ตัวอย่างร่ายดั้น
   สรวมชีพนบประณต บาทบงกชจอมนรินทร์ ผ่านปัถพินแผ่นไผท
ไกรเกริกก้องก่อเกียรติ ภัยเบียนเบียดฤามี ศรีสวัสดิ์ถาวร
ราษฎรดลสุข นุกเพราะบารมี ชาติไทยทวียศเยศ
เดชกระเดื่องแดนภพ แผ่ทั่ว พาณิชย์เกษตรกรรมล้นหล้า
   
หลั่งทวี       

ร่ายโบราณ


ข้อบังคับการเขียนร่ายโบราณ

คณะ

ในแต่ละวรรคไม่จำกัดคำที่ใช้ โดยส่วนใหญ่จะใช้อยู่ประมาณ ๕ คำ และใช้เท่ากันทุกวรรค
สัมผัส

คำสุดท้ายของวรรคหน้าต้องสัมผัสกับคำที่ ๑ , ๒ หรือ ๓ ของวรรคต่อ ๆ ไป
เอกโท

ไม่บังคับเรื่องวรรณยุกต์เอก หรือวรรณยุกต์โท
คำเป็น
คำตาย

ถ้าคำที่ส่งสัมผัสเป็นคำเป็นหรือคำตาย คำที่รับสัมผัสก็ต้องเป็นคำเป็นหรือคำตายด้วย แต่คำสุดท้ายของบท ( คำสร้อยไม่นับ ) ห้ามใช้คำตาย หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์
คำสร้อย

สามารถเติมสร้อยในตอนสุดท้ายของบทได้อีก ๒ คำ

ตัวอย่างร่ายโบราณ
   แผนประพันธ์หนึ่งง่าย เรียกว่าร่ายโบราณ ประมาณวรรคละห้าคำ
ไม่จำกัดมากน้อย เติมสร้อยได้ท้ายบท งดคำตายท้ายสุด
สัมผัสยุดตามแผน แต่งง่ายแสนสะดวกดาย บารนี

ร่ายยาว

ข้อบังคับการเขียนร่ายยาว

คณะ

ไม่จำกัดจำนวนของคำ จะใช้มากน้อยเท่าไหร่ก็ได้ แต่ไม่ควรจะมีน้อยกว่า ๕ คำ
สัมผัส

คำสุดท้ายของวรรคหน้าต้องสัมผัสกับคำใดคำหนึ่งของวรรคต่อ ๆ ไปโดยไม่กำหนดว่าจะต้องเป็นคำไหน แต่ไม่ควรอยู่ใกล้กับคำสุดท้ายของวรรค
เอกโท

ไม่บังคับเรื่องวรรณยุกต์เอก หรือวรรณยุกต์โท

     การแต่งร่ายยาวจะต้องรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำและสัมผัสใน ให้มีเสียงจังหวะรับส่งกันให้สละสลวย เมื่ออ่านแล้วทําให้ผู้ฟังมีความรู้สึกมีคลื่นเสียงเป็นจังหวะ ๆ อย่างที่เรียกกันว่า " เสียงดิ้น " หรือ " เสียงมีชีวิต " และจำนวนคำที่ใช้ในแต่ละวรรคก็ไม่ควรที่จะให้ยาวกว่าการหายใจครั้งหนึ่ง ๆ คือควรให้อ่านได้ตลอดวรรคแล้วจึงหยุดหายใจได้โดยที่ไม่ขาดจังหวะ ดังจะหาดูได้จาก หนังสือเวสสันดรชาดก
     ร่ายยาวนี้มักนิยมใช้แต่งเทศน์หรือบทสวดที่ต้องใช้ว่าเป็นทำนอง เช่น เทศน์มหาชาติ และเทศน์ธรรมวัตร เป็นต้น เมื่อจบความตอนหนึ่ง ๆ มักจะลงท้ายด้วยคำว่า นั้นแล , นั้นเถิด , นี้แล , ฉะนี้แล , ด้วยประการละฉะนี้
     คำ " นั้นแล " นิยมใช้เมื่อสุดกระแสความตอนหนึ่ง ๆ หรือจบเรื่อง เมื่อลง " นั้นแล " ครั้งหนึ่ง เรียกว่า " แหล่ " ซึ่งเรียกย่อมาจากคำว่า " นั้นแล " นั่นเอง เพราะเวลาจบทำนองจะได้ยินเสียง " นั้นแล " เป็น " นั้นแหล่ "

ตัวอย่างร่ายยาว
   ดูกรศิษยานุศิษย์อาจริโยวาทานุวัติ     พ่อก็ทราบช่องรู้ชัดเชิงฉันทศาสตร์ว่า
ประเสริฐสุดคารมสมยุคทุกสมัย     ผิผู้ใดใคร่ครวญแคล่วคล่องทำนองฉบับสรรพ
สิ้นทุกกระแส     อภิปรายเฉลยเผยแพร่สะพัดจัดว่าเป็นกุศล     ให้เหล่าสยามมิกชน
ดรุณรุ่นหลังริเริ่มเรียนรู้ชูชาติไทยให้ไพบูลย์สุนทรารมณ์     อุดมด้วยปราชญ์ชาติ
รัตนกววรรณโกวิทว่องปรีชาเฉลียวฉลาด     นั่นเชื่อว่าเชิดชาติชูพงศ์เผ่ากวีศรี
เกษมประเทศไทยเทียมทันอัญประเทศฐานอารยะ     จึงควรหมั่นมานะอุตสาหะ
ให้รู้จริงเจนจัดแจ้ข้อดีความตามครูสอน     ทั้งโคลงฉันท์กาพย์กลอนร่ายลิลิตอัน
หลายหลาก     ถึงความจริงจะยิ่งยากบากบั่นหมั่นเพียรก็เรียนง่ายสบายจิต     คง
เสร็จสมอารมณ์คิดดั่งเคยคาดปราถนา     ดุจข้ออรรถที่อาตมาเอื้อนโอษฐ์เอ่ย
โอวาท     นั้นแลฯ


     ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ หลักภาษาไทย ของอาจารย์ กําชัย ทองหล่อ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๙ พุทธศักราช ๒๕๓๗

ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม หากมีข้อผิดพลาดใดโปรดแนะนําได้ที่ [email protected]

Copyrigh (C) 2002 The poet ' s association of thailand