http://www.thaipoet.org

ร่ ว ม สื บ ส า น ภู มิ ปั ญ ญ า          ร่ ว ม รั ก ษ า ม ร ด ก ไ ท ย

นานาประเทศล้วนนับถือ   คนที่รู้หนังสือแต่งได้ ... โคลงพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๖
...
หน้าแรก
ฉันทลักษณ์
ส่งการ์ดพร้อมเสียงเพลง
รวมพลคนรักกลอน ( webbord )
ลิงค์โคลงกลอน

พยัญชนะ

     พยัญชนะ  แปลว่า กระทำเสียงให้ปรากฎชัดเจน ในภาษาพูดหมายถึง สำเนียงชัดเจนที่เกิดจากพยัญชนะประสมกับสระ แต่อาจจะมีความหมายหรือไม่ก็ได้ ในภาษาหนังสือ หมายถึง เครื่องหมายหรือตัวอักษรที่สำหรับใช้ประสมกับสระ เพื่อใช้แทนภาษาพูดหรือจารึกคำพูดไว้มิให้สูญตามหลักภาษา พยัญชนะจะออกเสียงตามลำพังไม่ได้ จะต้องมีสระประสมอยู่ด้วยจึงจะออกเสียงได้และสระที่ประสมอยู่นั้น จะเป็นสระที่ปรากฎรูปหรือลดรูปก็ได้ ในภาษาบาลีมีชื่อที่ใช้เรียกพยัญชนะอีกอย่าหนึ่งว่า " นิสิต " หมายความว่า ต้องอาศันสระจึงจะออกเสียงได้ เพราะฉะนั้น สระกับพยัญชนะตามปกติจะต้องใช้คู่กันเสมอ โดยเฉพาะภาษาไทย จะใช้เขียนสระตามลำพังโดยไม่มีพยัญชนะกำกับไม่ได้ เว้นแต่รูปสระบางตัวที่เราถ่ายแบบมาจากสันสกฤต คือ ฤ ฤษ ฦ ฦา
     พยัญชนะในภาษาไทยแบ่งออกเป็น วรรค ๆ ตามฐานที่เกิดของอักษร เหมือนในภาษาบาลี และ สันสกฤต คือ

เกิดจากฐานคอ
เรียกชื่อว่า
กัณฐชะ
ก , ข , ฃ , ค , ต , ฆ , ง
เรียกว่า วรรค ก
เกิดจากฐานเพดาน
เรียกชื่อว่า
ตาลุชะ
จ , ฉ , ช , ซ , ญ , ฌ
เรียกว่า วรรค จ
เกิดจากฐานปุ่มเหงือก
เรียกชื่อว่า
มุทธชะ
ฎ , ฏ , ฐ , ฑ , ฒ , ณ
เรียกว่า วรรค ฎ
เกิดจากฐานฟัน
เรียกชื่อว่า
ทันตชะ
ด , ต , ถ , ท , ธ , น
เรียกว่า วรรค ด
เกิดจากฐานริมฝีปาก
เรียกชื่อว่า
โอฐชะ
บ , ป , ผ , ฝ , พ , ฟ , ภ , ม
เรียกว่า วรรค บ
เกิดจากฐานต่าง ๆ กัน
เรียกชื่อว่า
-
ย , ร , ล , ว , ศ , ษ , ส , ห , ฬ , อ , ฮ
เรียกว่า เศษวรรค หรือ อวรรค
หมายเหตุ :
ฐาน คือ ที่เกิดของอักษร
พยัญชนะ ๕ วรรคข้างต้น คือ ตั้งแต่ตัว ก ถึงตัว ม มี ๓๓ ตัวรวมกันเรียกว่า พยัญชนะวรรค เพราะจัดเข้าเป็นหมวดหมู่กันได้ตามฐานที่เกิด และมีชื่อเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า " มูคะ " ( พยัญชนะใบ้ ) เพราะจะใช้ควบกล้ำในพวกเดียวกันไม่ได้
พยัญชนะวรรคที่ ๖ คือ ตั้งแต่ตัว ย ถึงตัว ฮ มี ๑๑ ตัว เรียกว่าพยัญชนะเศษวรร หรือ อวรรค เพราะมีเสียงและฐานที่เกิดแตกต่างกันซึ่งจะจัดเข้าพวกกับพยัชนะวรรคไม่ได้ จึงต้องแยกจัดออกเป็นวรรคพิเศษต่างหากอีกหนึ่งวรรค
การเรียงพยัญชนะตามลำดับตั้งแต่ตัว ก ถึงตัว ฮ นั้น ก็โดยถือเอาเสียงเป็นสำคัญ คือ จัดเรียงลำดับเสียงเบาไปหาเสียงหนัก และจัดขึ้นจากเสียงที่เกิดขึ้นข้าในออกมาหาข้างนอก โดยลำดับแล้วจึงจัดพยัญชนะที่มีเสียงเกิดจากฐานต่าง ๆ กันไว้ข้างหลัง ดังจะเห็นได้ต่อไปนี้
อโฆษะ
โฆษะ
มูคะ
สิถิล
ธนิต
สิถิล
ธนิต
สิถิล
กัณฐชะ
ข ฃ
ค ต
ตาลุชะ
ช ซ
มุทธชะ
ฎ ฏ
ทันตชะ
ด ต
โอฐชะ
บ ป
ผ ฝ
พ ฟ

อรรธสระ
ตาลุชะ
สิถิลโฆษะ
มุทธชะ
ทันตชะ
โอฐชะ

อุสุม
ตาลุชะ
สิถิลอโฆษะ
มุทธชะ
ทันตชะ

เป็น
กัณฐชะ
ธนิตอโฆษะ
 
เป็น
มุทธชะ
สิถิลโฆษะ
เป็น
กัณฐชะ
สิถิลอโฆษะ
 
เป็น
กัณฐชะ
สิถิลโฆษะ

อโฆษะ
คือ
พยัญชนะที่มีเสียงไม่ก้อง
โฆษะ
คือ
พยัญชนะที่มีเสียงก้อง
สิถิล
คือ
พยัญชนะที่มีเสียงกระทบฐานเบา ๆ
ธนิต
คือ
พยัญชนะที่มีเสียงกระทบฐานเน้นหนัก
มูคะ
คือ
พยัญชนะใบ้
อรรธสระ
คือ
พยัญชนะที่ทำหน้าที่เป็นกึ่งสระ สามารถทำให้พยัญชนะตัวอื่นๆที่มาควบด้วยออกเสียงได้ ทั้งๆที่ไม่มีสระ เช่น กัลยา ครู คลา หวี ฯลฯ
อุสุม
คือ
พยัญชนะที่มีเสียงลมเสียดแทรกออกทางไรฟัน

การใช้พยัญชนะ

     พยัญชนะในภาษาไทย จำแนกวิธีใช้ออกเป็น ชนิด มาตรา คำเป็นคำตาย ไตรยางค์ วรรณยุกต์ อักษรคู่ อักษรเดี่ยว อักษรประสม ตัวสะกด ตัวหัน การันต์ และ พยางค์ ในที่นี้ จะกล่าวถึง เรื่องของ มาตราพยัญชนะ , คำเป็นคำตาย , ไตรยางค์ , วรรณยุกต์ , ตัวสะกด , พยางค์

มาตรา

     มาตรา  คือแม่บทแจกลูกอักษร ตามหมวดคำที่มีตัวสะกด หรือออกเสียงอย่างเดียวกัน แบ่งเป็น ๘ มาตรา หรือ ๘ แม่ คือ
มาตรา ก กา
หรือ แม่ก กา คือพยางค์ที่ไม่มีตัวสะกด
มาตรา กน
หรือ แม่กน คือพยางค์ที่มีตัว น สะกด หรือ ตัวอื่นที่ทำหน้าที่เหมือนตัว น สะกด ได้แก่ตัว น ญ ณ ร ล ฬ
มาตรา กง
หรือ แม่กง คือพยางค์ที่มีตัว ง สะกด หรือ นิคหิตซึ่งทำหน้าที่เหมือนตัว ง สะกด
มาตรา กก
หรือ แม่กก คือพยางค์ที่มีตัว ก สะกด หรือ ตัวอื่นซึ่งทำหน้าที่เหมือนตัว ก สะกด ได้แก่ตัว ก ข ค ฆ
มาตรา กด
หรือ แม่กด คือพยางค์ที่มีตัว ด สะกด หรือ ตัวอื่นซึ่งทำหน้าที่เหมือนตัว ด สะกด ได้แก่ตัว ด จ ฉ ช ซ ฌ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ต ถ ท ธ ศ ษ ส
มาตรา กบ
หรือ แม่กบ คือพยางค์ที่มีตัว บ สะกด หรือ ตัวอื่นซึ่งทำหน้าที่เหมือนตัว บ สะกด ได้แก่ตัว บ ป พ ฟ ภ
มาตรา กม
หรือ แม่กม คือพยางค์ที่มีตัว ม สะกด หรือ ตัวอื่นซึ่งทำหน้าที่เหมือนตัว ม สะกด
มาตรา เกย
หรือ แม่เกย คือพยางค์ที่มีตัว ย สะกด และตัว ว สะกด

คำเป็นคำตาย

     พยางค์ที่ปรากฎในแม่ต่าง ๆ นั้นมีทั้งเสียงหนัก เสียงเบา เสียงยาว เสียงสั้น บางพยางค์ก็เป็นคำเป็น บางพยางค์ก็เป้นคำตาย มีหลักสังเกตให้รู้ว่าพยางค์ไหนเป็นคำเป็นหรือคำตายดังนี้
คำเป็น
คือ พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาว ในแม่ก กา และพยางค์ที่มีตัวสะกดใน แม่กน แม่กง แม่กม แม่เกย พยางค์ที่ประสมด้วยสระ อำ ใอ ไอ เอา ซึ่งเป็นสระเสียงสั้นก็นับเป็นคำเป็นด้วย เพราะออกเสียงมีเสียงตัว ม ตัว ย ตัว ว สะกด กำกับเป็นตัวสะกดอยู่ด้วย ตัวอย่างพยางค์ ที่เป็นคำเป็น เช่น ตานาแลตาอินนั่งขายที่ดินส้มโอลำไย
คำตาย
คือ พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ ก กา ( ยกเว้นสระสั้น ๔ ตัว คือ ฮำ ใอ ไอ เอา ) และพยางค์ที่มีตัวสะกดในแม่กก แม่กด แม่กบ เช่น ชิชะนกจะกละจิกกบบัดซบนัก

ไตรยางค์

     ไตรยางค์  คืออักษร ๓ หมู่ ซึ่งจัดแยกออกมาเป็นพวก ๆ จากพยัญชนะ ๔๔ ตัว ได้แก่ อักษรสูง อักษรกลาง อักษรต่ำ
อักษรสูง มี ๑๑ ตัว
คือ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
อักษรกลาง มี ๙ ตัว
คือ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
อักษรต่ำ มี ๒๔ ตัว
คือ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ

      การที่จัดแยกพยัญชนะออกเป็นอักษร ๓ หมู่ ( ไตรยางค์ ) นั้น ก็โดยถือเอาเสียงเป็นสำคัญ คือพยัญชนะตัวใดพื้นเสียงที่ยังมิได้ผันด้วยรูปวรรณยุกต์ มีสำเนียงอยู่ในระดับสูง ก็จัดเป็น พวกอักษรสูง ก็จัดเป็นพวกอักษรสูง พยัญชนะตัวใดที่พื้นเสียงยังมิได้ผันด้วยรูปวรรณยุกต์ มีสำเนียงอยู่ในระดับกลางก็จะจัดเป็นพวกอักษรกลาง พยัญชนะตัวใด พยัญชนะยังมิได้ผันด้วยรูปวรรณยุกต์ มีสำเนีงอยู่ในระดับต่ำ ก็จะจัดอยูในจำพวกอักษรต่ำ ที่เรียกว่าอักษรต่ำน่าจะหมายถึงเสียงที่ต่ำกว่าอักษร ๒ พวกข้างต้น ลองว่าอักษรกลางกับอักษรต่ำเทียบกันดูจะรู้สึกได้ในข้อนี้ เพราะลิ้นจะทำหน้าที่ต่างกัน
     การจำแนกพยัญชนะออกเป็นอักษรสูง อักษรกลาง อักษรต่ำ นั้นนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งคือ
สามารถผันคำให้มีเสียงและรูปร่างต่าง ๆ เมื่อเสียงและรูปร่างต่างกันความหมายก็จะต่างกันด้วย เช่น ไข ไข่ ไข้ ย่อมแสดงความหมายคลี่คลายไปจากคำเดิมเช่นเดียวกันกับ เสือ เสื่อ เสื้อ ทั้งนี้นับว่าเป็นแนวทางสำคัญในการที่จะทำให้ภาษาชยายตัว และแสดงความปราณีตในการเขียนอักษรไทย ซึ่งสามารภจะใช้บันทึกเสียงได้ใกล้ชิดเป็นอย่างดี
สามารถนำคำบาลีและสันสกฤตมาเข้าแนวสำเนียงของคนไทยได้อย่างสนิทสนม เช่น เลห์ สนเทห์ พุทโธ่ โล่ห์ สมุทร สมัคร ฯลฯ
ไม่ต้องเขียนเครื่องหมายวรรณยุกต์กำกับลงไปทุกคำเช่น " ขา " ไม่ต้องเขียนเป็น " คำ " ทั้งนี้นับว่าช่วยให้การเขียนหนังสือสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

วรรณยุกต์
อักษร ๓ หมู่ นั้นใช้ผันวรรณยุกต์ โดยที่เราจะแบ่งวรรณยุกต์ออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
วรรณยุกต์มีรูป หมายถึงวรรณยุกต์ที่มีเครื่องหมายบอกระดับของเสียงให้เห็นชัดเจนอยู่ เบื้องบนอักษร มีอยู่ ๔ รูปคือ วรรณยุกต์ เอก , วรรณยุกต์ โท วรรณยุกต์ ตรี , วรรณยุกต์ จัตวา โดยลำดับ และให้เขียนไว้เบื้องบนอักษรตอนสุดท้ายเช่น ก่ ก้ ก๊ ก๋ ปั่น ปั้น ลื่น เลี่ยน เป็นต้น ถ้าเป็นอักษรควบหรืออักษรนำให้เขียนไว้เบื่องบนอักษรตัวที่ ๒ เช่น ครุ่น คลื่น เกลื่อน เกล้า ใกล้ เสน่ห์ หมั่น โกร๋น ฯลฯ
รูปวรรณยุกตืนี้เริ่มใช้ขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย แต่มีใช้อยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้นคือ ไม้เอก กับไม้โท แต่ไม่โทในสมัยนั้นเขียนเป็นรูปกากบาท ( + ) เหมือนไม้ตรีในปัจจุบัน ต่อมาในปลายสมัยกรุงสุโขทัยจึงได้เปลี่ยนรูปกากบาทมาเป็นรูปไม้โทเช่นปัจจุบัน ส่วนไม่ตรีกับไม่จัตวายังไม่มีใช้ น่าจะเพิ่มมีใช้เมื่อตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา และคงจะได้คิดสำหรับใช้เขียนคำที่มาจากภาษาจีนเป็นมูลเหตุ ดังปรากฎคำเขียนอยู่ในกฎหมายศักดินาพลเรือนซึ่งมีคำเขียนเป็นภาษาจีนที่ใช้ไม้ตรีและจัตวากำกับอยู่หลายชื่อเช่น จุ้นจู๊ - นายสำเภา , บั๋นจู๊ - พนักงานซ่อมแปลงสำเภา เป็นต้น ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชหรือก่อนนั้นขึ้นไปก็ยังไม่มีวรรณยุกต์ตรี หรือวรรณยุกต์จัตวาใช้ ข้อนี้มีหลักฐานยืนยันอยู่ในหนังสือจินดามณี ซึ่งเป็นตำราสอนหนังสือไทยที่พระโหราแต่งขึ้นในสมัยนั้น มีโคลงบอกวรรณยุกต์ไว้บทหนึ่งว่า
     สมุหเสมียนเรียนรอบรู้ วิสัญช์
พินเอกพินโททัณ ฑฆาตคู้
ฝนทองอีกฟองมัน นฤคหิต นั้นนา
แปดสิ่งนี้ใครรู้ จึงให้เป็นเสมียน
ข้อความในโคลงบทนี้แสดงให้เห็นว่า แม้สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ยังไม่มีรูปวรรณยุกต์ตรี และ วรรณยุกต์จัตวาใช้ ถ้ามีใช้คงจะได้ปรากฎอยู่ในโคลงบทนี้ เพราะเป็นตำราเรียนอยู่ในสมัยนั้น
วรรณยุกต์ไม่มีรูป ได้แก่เสียงที่มีทำนองสูงต่ำตามหมวดหมู่ของตัวอักษร โดยไม่ต้องมีรูปวรรณยุกต์กำกับก็อ่านออกเสียงได้เหมือนมีรูปวรรณยุกต์กำกับอยู่ด้วยเช่น นา หนะ นาก นะ หนา ฯลฯ
วรรณยุกต์ไม่มีรูปต่างกับวรรณยุกต์ที่มีรูปคือ วรรณยุกต์ที่มีรูปจะต้องมีเครื่องหมายบอกเสียงกำกับอยู่บนตัวอักษร และมีเพียง ๔ เสียงเท่านั้นคือ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา ตามรูปวรรณยุกต์แต่ไม่มีเสียงสามัญ ส่วนวรรณยุกต์ไม่มีรูปจะมีครบทั้ง ๕ เสียงเต็มตามจำนวนเสียงที่กำหนดใช้อยู่ในภาษาไทย โดยไม่มีเครื่องหมายบอกเสียงกำกับ แต่อาศัยการออกเสียงตามหมู่ของอักษรทั้ง ๓
เสียงของวรรณยุกต์ทั้ง ๕ เรียงลำดับจากต่ำไปหาสูง ดังนี้
เสียงเอก
เสียงโท
เสียงสามัญ
เสียงตรี
เสียงจัตวา
แต่ในการผันอักษร ให้เสียงสามัญ ( เสียงที่ ๓ ) เป็นเสียงนำ
วิธีผันอักษร ๓ หมู่
อักษร ๓ หมู่ ที่เรียกว่า " ไตรยางค์ " นั้น ใช้ผันรูปวรรณยุกต์ต่าง ๆ กันดังนี้
อักษรสูง ผันด้วยวรรณยุกต์ เอก และ วรรณยุกต์ โท คำเป็นผันได้ ๓ คำ คำตายผันได้ ๒ คำดังนี้
คำเป็น พื้นเสียงเป็นเสียงจัตวา
เช่น
ขา
ขง
ขน
ขม
เขย
ขาว
ผันด้วยวรรณยุกต์เอก เป็นเสียงเอก
เช่น
ข่า
ข่ง
ข่น
ข่ม
เข่ย
ข่าว
ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงโท
เช่น
ข้า
ข้ง
ข้น
ข้ม
เข้ย
ข้าว
คำตาย พื้นเสียงเป็นเสียงเอก
เช่น
ขะ
ขก
ขด
ขบ
ขาก
ขาด
ขาบ
ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงโท
เช่น
ข้ะ
ข้ก
ข้ด
ข้บ
ข้าก
ข้าด
ข้าบ
อักษรกลาง ผันด้วยวรรณยุกต์ เอก วรรณยุกต์ โท วรรณยุกต์ ตรี วรรณยุกต์จัตวา คำเป็นผันได้ ๕ คำ คำตายผันได้ ๔ คำ
คำเป็น พื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ
เช่น
กา
กง
กน
กม
เกย
กาว
ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงเอก
เช่น
ก่า
ก่ง
ก่น
ก่ม
เก่ย
ก่าว
ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงโท
เช่น
ก้า
ก้ง
ก้น
ก้ม
เก้ย
ก้าว
ผันด้วยวรรณยุกต์ตรีเป็นเสียงตรี
เช่น
ก๊า
ก๊ง
ก๊น
ก๊ม
เก๊ย
ก๊าว
ผันด้วยวรรณยุกต์จัตวาเป็นเสียงจัตวา
เช่น
ก๋า
ก๋ง
ก๋น
ก๋ม
เก๋ย
ก๋าว
คำตาย พื้นเสียงเป็นเสียงเอก
เช่น
กะ
กก
กด
กบ
กาก
กาด
กาบ
ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงโท
เช่น
ก้ะ
ก้ก
ก้ด
ก้บ
ก้าก
ก้าด
ก้าบ
ผันด้วยวรรณยุกต์ตรีเป็นเสียงตรี
เช่น
ก๊ะ
ก๊ก
ก๊ด
ก๊บ
ก๊าก
ก๊าด
ก๊าบ
ผันด้วยวรรณยุกต์จัตวาเป็นเสียงจัตวา
เช่น
ก๋ะ
ก๋ก
ก๋ด
ก๋บ
ก๋าก
ก๋าด
ก๋าบ
อักษรต่ำ ผันด้วยวรรณยุกต์ เอก วรรณยุกต์ โท คำเป็นผันได้ ๓ คำดังนี้
คำเป็น พื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ
เช่น
คา
คง
คน
คม
เคย
คาว
ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงโท
เช่น
ค่า
ค่ง
ค่น
ค่ม
เค่ย
ค่าว
ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงตรี
เช่น
ค้า
ค้ง
ค้น
ค้ม
เค้ย
ค้าว
คำตาย ผันได้ ๓ คำ ใช้วรรณยุกต์ เอก วรรณยุกต์ โท วรรณยุกต์ จัตวา แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด ดังนี้
คำตายสระสั้น พื้นเสียงเป็นตรี
เช่น
คะ
คก
คด
คบ
ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงโท
เช่น
ค่ะ
ค่ก
ค่ด
ค่บ
ผันด้วยวรรณยุกต์จัตวาเป็นเสียงจัตวา
เช่น
ค๋ะ
ค๋ก
ค๋ด
ค๋บ
คำตายสระยาว พื้นเสียงเป็นโท
เช่น
คาก
คาด
คาบ
ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงตรี
เช่น
ค้าก
ค้าด
ค้าบ
ผันด้วยวรรณยุกต์จัตวาเป็นเสียงจัตวา
เช่น
ค๋าก
ค๋าด
ค๋าบ
     จะเห็นได้ว่า อักษรสูงกับอักษรกลางมีเสียงตรงกับรูปวรรณยุกต์เสมอ แต่อักษรต่ำจะมีเสียงสูงกว่ารูปวรรณยุกต์หนึ่งขั้น เว้นไว้แต่วรรณยุกต์จัตวา ซึ่งเสียงคงเป็นจัตวาตามรูปวรรณยุกต์เพราะไม่มีเสียงใดที่จะสูงไปกว่านั้นอีก
     เพราะเหตุที่อักษรต่ำมีเสียงไม่ตรงกับรูปวรรณยุกต์ จึงมักทำให้เกิดความฉงนในเวลาต้องการจะทราบเสียงวรรณยุกต์ที่แท้จริง แต่ถ้าเข้าใจวิธีผันอักษรกลางเป็นอย่างดีแล้วก็สามารถเทียบเสียงได้โดยอาศัยอักษรกลางเป็นหลัก ต่อไปนี้เป็นหลักเทียบเสียง
หลักที่ ๑ สำหรับเทียบคำเป็น
กง
กน
กม
เกย
กาว
ก่
ก่ง
ก่น
ก่ม
เก่ย
ก่าว
ก้
ก้ง
ก้น
ก้ม
เก้ย
ก้าว
ก๊
ก๊ง
ก๊น
ก๊ม
เก๊ย
ก๊าว
ก๋
ก๋ง
ก๋น
ก๋ม
เก๋ย
ก๋าว
หลัก ๒ สำหรับเทียบคำตาย
กะ
กก
กด
กบ
ก้ะ
ก้ก
ก้ด
ก้บ
ก๊ะ
ก๊ก
ก๊ด
ก๊บ
ก๋ะ
ก๋ก
ก๋ด
ก๋บ
     ในหลักที่ ๑ ช่องที่ ๑ เป็นคำในแม ่ก กา ช่องที่ ๒ เป็นแม่ กง ช่องที่ ๓ เป็นแม่ กน ช่องที่ ๔ เป็นแม่ กม ช่องที่ ๕ เป็นแม่ เกย ตัว ย สะกด ช่องที่ ๖ เป็นแม่ เกย ตัว ว สะกด
     ในหลักที่ ๒ ช่องที่ ๑ เป็นคำตายในแม่ ก กา ช่องที่ ๒ เป็นแม่ กก ช่องที่ ๓ เป็นแม่ กด ช่องที่ ๔ เป็นแม่ กบ
     หากต้องการเทียบเสียงให้รู้ว่าพยัญชนะที่ใช้อักษรต่ำนั้นเป็นวรรณยุกต์อะไร ก็ให้ดูว่าคำนั้นเป็นคำเป็นหรือคำตาย และอยู่ในแม่อะไร สมมุติว่าเป็นคำเป้นในแม่กนก็ให้เที่ยบเสียงในหลักที่ ๑ ช่องที่ ๓ ถ้าเป็นคำตายในแม่กก ก็ให้เที่ยบเสียงในหลักที่ ๒ ช่องที่ ๒ แต่อย่าลืมว่าต้องเปลี่ยนสระในหลักเทียบ ให้เหมือนกับสระของคำที่จะเที่ยบ ตัวอย่างเช่นหากเราอยากจะทราบว่าวรรณยุกต์ของคำว่า " ค้น " เราก็นำไปเที่ยบเสียงกับหลักที่ ๑ ช่องที่ ๓ ก็จะทราบได้ทันทีว่า " ค้น " เป็นวรรณยุกต์ตรี เพราะตรงกับเสียง ก๊น ซึ่งเป็นเสียงตรี แต่ถ้าต้องการจะทราบว่าเสียงวรรณยุกต์ของคำว่า " แค้น " เราก็นำไปเทียบกับหลักที่ ๑ ช่องที่ ๓ เช่นเดียวกัน แต่ต้องเปลี่ยนสระของหลักเทียบให้เหมือนกับสระของคำว่า ' แค้น " ก็จะเป็น แกน แก่น แก้น แก๊น แก๋น ดังนี้จะรู้ได้ในทันที่ว่า คำว่า " แค้น " เป็นวรรณยุกต์ตรี เพราะตรงกับเสียง ' แก๊น " ซึ่งเป็นเสียงตรี แม้ในหลักที่ ๒ การเทียบคำตายก็เช่นเดียวกัน

ตัวสะกด
     ตัวสะกด คือพยัญชนะที่ประสมข้างหลังพยางค์ในแม่ ก กา แล้วทำหน้าที่บังคับ แม่ ก กา ให้กลายเป็นแม่ กง แม่ กน แม่ กก แม่ กด แม่ กบ แม่ กม แม่ เกย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ พยัญชนะที่ทำหน้าที่ประสทส่วนที่ ๔ ของพยางค์ ( คือ สระ + พยัญชนะ + วรรณยุกต์ + ตัวสะกด )
ตัวสะกดแบ่งออกเป็น ๕ ชนิดคือ
เป็นพยัญชนะโดด ๆ เช่น คน , วิ่ง , มาก , มาย ฯลฯ
เป็นอักษรควบแท้ เช่น บุตร , จักร , อัคร , นิทร ฯลฯ
เป็นอักษรควบไม่แท้ เช่น สรรพ , จุรณ , มารค , ธรรม , พรหม ฯลฯ
เป็นอักษรนำ เช่น พิศวง , เมขลา , วาสนา , ศาสนา ฯลฯ
เป็นนิคหิต เช่น พุทฺธํ , ธมฺมํ , สงฺฆํ , ชุํนุ , จุํพล อ่านว่า พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ชุมนุม จุมพล ฯลฯ
ตัวสะกดในคำไทยแท้มีไม่มาก คือ
แม่ กง
ใช้ตัว
ง สะกด  
แม่ กน
ใช้ตัว
น สะกด
แม่ กก
ใช้ตัว
ก สะกด
แม่ กด
ใช้ตัว
ฎ ด สะกด ( ใช้ตัว ฎ มีอยู่คำเดียวคือ กฎ )
แม่กบ
ใช้ตัว
บ สะกด
แม่กม
ใช้ตัว
ม สะกด ( โบารณใช้ นิคหิต บ้าง )
แม่เกย
ใช้ตัว
ย ว สะกด

     ครั้นต่อมา ไทยได้นำเอาคำในภาษาอื่นมาใช้ มีภาษาบาลี สันสกฤต เขมร อังกฤษ เป็นต้น ตัวสะกดในแมาทั้ง ๗ จึงได้เพิ่มรูปของคำที่เรานำมาจากภาษาเดิม ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีตัวสะกดประจำแม่ต่าง ๆ ดังนี้
แม่ กง
ใช้ตัว
ง สะกด และ นิคหิต ( ๐ )
แม่ กน
ใช้ตัว
น , ญ , ณ , ร , ล , ฬ สะกด
แม่ กก
ใช้ตัว
ก , ข , ค , ฆ สะกด
แม่ กด
ใช้ตัว
ด , จ , ช , ซ , ฎ , ฏ , ฑ , ฒ , ต , ถ , ท , ธ , ศ , ษ , ส สะกด
( ตัว ฉ และ ฌ เป็นตัวสะกดในแม่กดเหมือนกันแต่ไม่มีที่ใช้เป็นสามัญ )
แม่ กบ
ใช้ตัว
บ , ป , พ , ฟ , ภ สะกด
แม่ กม
ใช้ตัว
ม สะกด และ นิคหิต ( ๐ )
แม่ เกย
ใช้ตัว
ย , ว สะกด
      ตัว ฃ , ฅ , ฉ , ฌ , ผ , ฝ , ๖ ตัวนี้ ว่าตามหลัก ควรจะเป็นตัวสะกดได้ เพราะเป็นพยัญชนะวรรคแต่ไม่มีที่ใช้ โดยเฉพาะตัว ฃ , ฅ เลิกใช้ไปแล้ว
      ตัว ห ตามลำพังใช้เป็นตัวสะกดไม่ได้ แต่ถ้าควบกับตัว ม ใช้เป็นตัวสะกดได้เช่น พรหม , พราหมณ์ , พรหมณี
      ตัว อ ในหนังสือมูลบทบรรพกิจ จัดเป็นตัวสะกดในแม่เกย เช่น เกอ , เขอ , เคอ ฯลฯ แต่ในบัดนี้ในกรณีเช่นนั้น ถือว่าเป็นสระ และจัดอยู่ในแม่ ก กา
      ตัว ฮ ไม่จัอเป็นตัวสะกดเลย
      สรุปความว่า ในปัจจุบันนี้ พยัญชนะที่ไม่นิยมใช้เป็นสระตัวสะกดมีอยู่ ๘ ตัว คือ ฅ , ฃ , ฉ , ฌ , ผ , ฝ , อ , ฮ ส่วนอีก ๓๖ ตัวนอกเสียจากตัว ห แล้ว ใช้เป็นตัวสะกดโดยลำพังได้ แต่ตัว ห จะต้องใช้ควบกับตัว ม จึงจะเป็นตัวสะกดได้
      ตัวสะกดในคำไทยแท้ จะไม่มีรูปของสระปรากฎอยู่เลย แต่หากเป้นตัวสะกดที่มาจากคำที่มาจากภาษาบาลี และ สันสกฤต จะมีรูปสระกำกับหรือไม่มีก็ได้สุดแต่รูปศัพท์เดิม คือถ้าศัพท์เดิมไม่มีรูปสระ เวลาเขียนเป็นภาษาไทยก็จะไม่มี เว้นไว้แต่สระอะ ซึ่งถ้าหากเป็นพยางค์สุดท้าย ต้องเขียนกำกับไว้ด้วย ถ้าศัพท์เดิมมีรูปสระ ก็คงรูปสระไว้ตามศัพท์เดิม ตัวสะกดที่มีรูปสระนั้น บางตัวก็ออกเสียง บางตัวก็ไม่ออกเสียง และสระที่ติดอยู่กับตัวสะกดนั้น มักจะเป็น สระอะ สระอา สระอิ สระอี สระอุ สระอู สระเอ เช่น
สระอะ
วรรณะ
สระอา
มาตรา , ลัดดา , อัตรา
สระอิ
ประวัติ , วิบัติ , อนุมัติ , ภูมิ
สระอี
จักรี , มัทรี , อัปรีย์ , มฤคี
สระอุ
เกตุ , ธาตุ , เหตุ , เมรุ
สระอู
ศัตรู
สระเอ
ชัเยศ

      ตัวสะกดนั้น เมื่อประกอบข้างท้ายแม่ ก กา แล้ว มีอำนาจดังนี้
ทำให้สระเปลี่ยนรูป และลดรูป เช่น
กะ
+
=
กัก
 
เกะ
+
=
เก็ง
แขะ
+
=
แข็ง
 
โคะ
+
=
คด
เคาะ
+
=
ค็อก
 
กอ
+
=
กร
เดอ
+
=
เดิน
 
เกอ
+
=
เกย
ลัว
+
=
ลวก
 
เวีย
+
=
เวียง
ทำให้เสียงวรรณยุกต์เปลี่ยนไป เช่น
นา โช ทู เป็นเสียงสามัญ นาก โชก ทูต เป็นเสียงโท
ทำให้แม่ ก กา กลายเป็น แม่ต่าง ๆ ตามตัวสะกดที่บังคับเสียง คือ เป็น แม่ กง แม่ กน แม่ กก แม่ กด แม่ กบ แม่ เกย
ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป เช่น ยา , ขา , ข้า , แก เป็น ยาย , ขาย , ข้าว , แกง
ทำให้ลหุ กลายเป็นครุ เช่น กิ , กะ , มุ เป็น กิน , กับ , มุก
ทำให้ คำตาย กลายเป็น คำเป็น และทำให้ คำเป็น กลายเป็น คำตาย เช่น กิ - กิน , มา - มาก

พยางค์

     สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ ตามที่อธิบายมาข้างต้นนั้น เมื่อนำมาประสมกันแล้วทำให้เกิดเสียงเป็นพยางค์ต่าง ๆ
     พยางค์  คือ ส่วนหนึ่งของคำหรือหน่วยเสียงที่ประกอบด้วยสระตัวเดียวจะมีความหมายหรือไม่มีก็ได้ พยางค์หนึ่งมีส่วนประสมต่าง ๆ กันคือ
พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ เช่น ตา ดี ไป นา พยางค์ชนิดนี้เรียกว่า ประสม ๓ ส่วน
พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวสะกด เช่น คน กิน ข้าว หรือพยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวการันต์ เช่น โลห์ เล่ห์ พ่าห์ ผี้ว์ พยางค์ทั้ง ๒ ชนิด นี้เรียกว่า ประสม ๔ ส่วน
พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวสะกด + ตัวการันต์ เช่น แพทย์ รักษ์ สิทธิ์ ฤทธิ์ โรจน์ พยางค์ชนิดนี้นเรียกว่า ประสม ๕ ส่วน
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า พยางค์แต่ละพยางค์ อย่างน้อยต้องมีส่วนประสม ๓ ส่วน คือ พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ อย่างมากจะต้องมีส่วนประสม ๕ ส่วน คือ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกด ตัวการันต์ และจะน้อยกว่า ๓ ส่วน หรือมากกว่า ๕ ส่วนไม่ได้ และคำ ๆ เดียวจะมีพยางค์เดียว หรือหลายพยางค์ก็ได้ เช่น
กา
คำเดียว
๑ พยางค์
กาเหว่า
คำเดียว
๒ พยางค์
การะเวก
คำเดียว
๓ พยางค์
กากนาสูร
คำเดียว
๔ พยางค์
       ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ หลักภาษาไทย  ของอาจารย์ กําชัย  ทองหล่อ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๙ พุทธศักราช ๒๕๓๗
กลับขึ้นข้างบน
ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม หากมีข้อผิดพลาดใดโปรดแนะนําได้ที่ [email protected]
Copyrigh (C) 2002 The poet ' s association of thailand